วันพุธ 4 สิงหาคม 2564
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > ข้อเสนอพลิกโฉมการศึกษา : ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

ข้อเสนอพลิกโฉมการศึกษา : ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 3 กรกฎาคม 2564 เปิดอ่าน 253 ครั้ง

จากสภาวการณ์ของการศึกษาในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าการศึกษาของประเทศไทย มีปัญหาด้านคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ เนื่องจากทุนมนุษย์ (Human Capital) หรือประชากรของประเทศที่เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาปัจจุบัน ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติได้ จากการประเมินความสามารถในการแข่งขันของหน่วยงานระดับนานาชาติ เช่น WEF IMD PISA เป็นต้น

มีข้อบ่งชี้ว่า คุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก หากพิจารณาประเทศที่มีความเจริญมั่งคั่ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ เกาหลี ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น อังกฤษ จะมีคำตอบชัดเจนว่าประเทศเหล่านี้ มีระบบการศึกษาที่ดี ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ หากมองลงไปในรายละเอียด ก็พบว่าทุกประเทศมีปัจจัยที่ทำให้การศึกษาก้าวหน้า มีคุณภาพเหมือนกัน คือโรงเรียนที่มีคุณภาพ มองลึกลงไปอีกก็พบคำตอบที่เหมือนกัน คือมีครูที่มีคุณภาพ

ดังนั้น หากจะพลิกโฉมการศึกษาของประเทศไทย จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา คำตอบคือ ครูที่มีคุณภาพ

หลายประเทศมีกลยุทธ์ หรือวิธีการได้มาซึ่งครูคุณภาพที่ไม่แตกต่างกันมาก คือการคัดคนเก่ง คนดี มาเป็นครู และการพัฒนาครูต่อเนื่อง โดยเริ่มจากคัดคนเก่ง ร้อยละ 10-20 ของประเทศ มาเรียนครู และมีระบบการผลิต และพัฒนาครูที่ยอดเยี่ยม ประเทศไทยก็เคยทำลักษณะเช่นนี้ รู้จักในชื่อคุรุทายาท และคัดคนที่เก่งที่สุดของแต่ละจังหวัดมาเรียนโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ก็มีตำแหน่งสูง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักระดับประเทศ และระดับนานาชาติ

ดังนั้น หากจะพลิกโฉมการศึกษาไทยให้ไปสู่เป้าหมายได้ คำตอบจึงอยู่ที่การสร้างครูคุณภาพรุ่นใหม่ อาจมองว่าเป็นการลงทุนสูง แต่เมื่อเทียบโครงการใหญ่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ สนามบิน เรือดำน้ำ คนละครึ่ง ไทยชนะ หรือเราชนะ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำ แต่ได้ผลผลิตคุ้มค่าต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยมีข้อเสนอนโยบาย “การพลิกโฉมการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย” ดังต่อไปนี้

1.กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) เป็นโครงการบูรณาการแบบต่อเนื่อง 5-10 ปี (คุณภาพการศึกษาไม่มีทางลัด) เพื่อการจัดสรรงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปรับโครงการปีงบประมาณ 2564 ที่มีลักษณะคล้ายกัน คืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาครูของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงศึกษาธิการ และนอกกระทรวงมาใช้ในโครงการ โดยเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการพร้อมกับการจัดทำคำของบประมาณปี 2565 ต่อเนื่องภายใต้โครงการการผลิตและพัฒนาครูรูปแบบใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา (หรือโครงการผลิตและพัฒนาครูประชารัฐ ก็ได้)

2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งทีมงานจัดทำรายละเอียดโครงการ โดยมีแผนงานหรือโครงการย่อย ดังนี้ (โครงการต่อเนื่อง 5-10 ปี)

2.1 การคัดคนเก่ง และดีมาเรียนครู เน้นมาเป็นครูปฐมวัยประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จำนวนเท่ากับเป้าหมายโรงเรียนที่จะเข้าโครงการแต่ละจังหวัด อาจเป็นจังหวัดละ 1 โรงเรียนหรือ อนุบาล 1 โรง ประถมศึกษา 1 โรง มัธยมศึกษา 1 โรง หรืออำเภอละ 1 โรงก็ได้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับ แต่ละโรงให้มีคนเข้าโครงการเรียนครูให้ครบกลุ่มสาระวิชาที่สอน (8-12 คน มัธยมอาจมากกว่า)

2.2 วิธีการคัดคนเรียนครูยึดหลักความเสมอภาค และหลักความยุติธรรม โดยขอเสนอ 2 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย มีโอกาสเข้าถึงโครงการคือเด็ก ม.6 ปีการศึกษา 2563 ที่จะจบปี 2564 นี้ โดยประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกที่ชัดเจน เช่น เรียน ม.6 ในกลุ่มเด็กเรียนเก่งร้อยละ 10 ของโรงเรียน มีสิทธิสมัครเข้าโครงการ เป็นต้น และให้มีกระบวนการประชาคม (ครูประชารัฐ) เพื่อให้เพื่อนที่เรียน ม.6 และครูที่สอน ม.6 มีฉันทามติว่าใครที่มีคุณลักษณะที่จะเป็นครูที่เก่ง และดีได้ เสนอมาที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ดำเนินการคัดเลือกโดยการสัมภาษณ์ และเสนอวิสัยทัศน์การเป็นครูของตนเอง

พร้อมระบุว่าจะเป็นครูสาขาใด อาจคัดไว้จำนวน 2-3 เท่าของจำนวนที่ต้องการ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการสืบเสาะประวัติ และความประพฤติจากครอบครัว และชุมชน หรือครูประจำชั้น หากคัดไว้ 2 เท่า ก็อาจให้มีการสอบวัดแววครูโดยแบบทดสอบวัดแววครูของสถาบันผลิตครูที่ได้มาตรฐาน คัดคนที่มีคะแนนวัดแววความเป็นครูที่ดีไว้ตามจำนวนที่ต้องการ และสำรองไว้เท่ากัน จะได้คนที่ไปเรียนครู ซึ่งต้องรอให้สำเร็จการศึกษา 4-5 ปี ถ้าไม่ต้องการรอนาน ก็ใช้ทางเลือกที่ 2 ควบคู่กันไป

ทางเลือกที่ 2 ประกาศรับสมัครนักศึกษาที่เรียนปีสุดท้ายที่มีผลการเรียนดีกลุ่มสูง (ร้อยละ 5) ของแต่ละสาขาที่ต้องการ (ไม่จำกัดเฉพาะคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์เท่านั้น เน้นความเป็นธรรมและหลักธรรมาภิบาล) มาสัมภาษณ์ และแสดงวิสัยทัศน์การเป็นครูที่ดี พร้อมกับการทดสอบวัดแววความเป็นครู คัดไว้เหลือ 2-3 เท่าของจำนวนที่ต้องการ หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการสืบเสาะประวัติเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 หรืออาจนำนักเรียนทุน สควค.เป็นครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ของ สสวท.เข้ามาร่วมโครงการ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องเข้ากระบวนการบ่มเพาะความเป็นครูอย่างเข้ม เพื่อพัฒนาสมรรถนะความเป็นครูตามมาตรฐานวิชาชีพ และศาสตร์การสอนยุคใหม่ รวมทั้ง ทักษะการจัดทำแผนการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนแต่ละระดับ ที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ โดยมีสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญการผลิตครูที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ใช้เวลา 1 ปี ได้รับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู และเมื่อไปปฏิบัติการสอนแล้ว 1 ปี มาเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมการสอน หรือการผลิตสื่อนวัตกรรม ก็จะได้รับปริญญาโทด้านการสอนตามสาขาที่สอนด้วย

2.3 การคัดสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตครูเข้าร่วมโครงการ เพื่อทำหน้าที่ผลิตครูตามทางเลือกที่ 1 หรืออบรมบ่มเพาะครูตามทางเลือกที่ 2 และมีการเตรียมความพร้อมของอาจารย์ที่มาสอนครูตามโครงการ (ครูสอนครู) ทั้งด้านเนื้อหาสาระ และทักษะการจัดกิจกรรม เสริมสร้างความเป็นครูปฐมวัย ครูประถมศึกษา หรือครูมัธยม ของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งสามารถเรียนแต่ละสาขาข้ามคณะ หรือข้ามสถาบันได้ โดยสถาบันที่เรียนเป็นหลัก หรือคณะที่รับผิดชอบหลัก จะทำหน้าที่รวบรวมผลการเรียนเพื่อเสนอรับปริญญาในสาขานั้นๆ

2.4 สร้างเครือข่ายสถาบันผลิตครู และองค์กรวิชาชีพ ให้มีส่วนรับผิดชอบติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการเป็นระยะ รวมถึง การติดตามผลผลิตที่เป็นครูตามโครงการที่เข้าปฏิบัติงานตามโรงเรียนเป้าหมาย เพื่อนำผลมาวิเคราะห์ หรือวิจัย และจัดทำข้อเสนอนโยบาย ขยายผลให้ครอบคลุมสถานศึกษาอื่นๆ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือสังกัดอื่นต่อไป

2.5 คัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการจังหวัดละ 1 แห่ง หรือจังหวัดละ 3 แห่ง (ปฐมวัย 1 แห่ง ประถมศึกษา 1 แห่ง มัธยม 1 แห่ง) หรือถ้าได้รับงบประมาณเพียงพอ อาจเพิ่มเป็นอำเภอละ 1 แห่ง หรืออำเภอละ 3 แห่ง ก็ได้ เพื่อจัดเตรียมระบบโรงเรียนรองรับ เช่น การคัดเลือกผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ทันสมัย การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล จัดระบบการรับนักเรียนกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบเข้า แต่มีการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ใครมาสมัครก่อนรับก่อนจนเต็มจำนวน และทำพันธะสัญญากับผู้ปกครอง และชุมชน ให้มีส่วนรับผิดชอบ (ตามหลักการมีส่วนร่วม และหลักการกระจายอำนาจ) กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เน้นการเรียนตามความถนัดความสนใจ มุ่งเป้าหมายอาชีพในอนาคต ที่เป็นความต้องการของประเทศ หรือเน้นการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อกำหนดเป้าหมายชีวิตของตนเอง

3.กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคล โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ปรับกฎเกณฑ์ระบบบริหารงานบุคคลให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ มีฐานะเป็นบุคลาการทางการศึกษา ที่อาจไม่อยู่ในฐานะข้าราชการ (เพื่อรองรับนโยบายลดกำลังคนภาครัฐ) แต่กำหนดเงินเดือน และค่าตอบแทนสูง เทียบเท่าผู้พิพากษา อัยการ หรือแพทย์ และเพดานเงินเดือนก็ไม่เกินอัตราสูงสุดของข้าราชการ (มีเงินตอบแทนเริ่มต้นสูง) มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เข้มข้น ผู้ปกครอง และชุมชน มีส่วนร่วมในการประเมิน การเลื่อนเงินเดือน หรือค่าตอบแทนพิจารณาจากผลผลิต หรือคุณภาพของผู้เรียนที่ครูรับผิดชอบ หรือพิจารณาจากผลการประเมินระดับชาติ และระดับนานาชาติ

4.สถาบันผลิตครู และหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ปรับกิจกรรม หรือแผนงบประมาณ ปี 2564 มาใช้ดำเนินโครงการ และจัดทำคำของบประมาณในปีต่อไปเป็นโครงการต่อเนื่อง 5-10 ปี หรือกระทรวงศึกษาธิการอาจของบประมาณพิเศษ (งบกลาง หรืองบโครงการเงินกู้) มาดำเนินงานในปีงบประมาณ 2564 โดยเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติก็ได้

5.จัดจ้างนักวิชาการที่มีชื่อเสียง และผลงานระดับนานาชาติ (อาจเป็นคนไทย หรือคนต่างชาติก็ได้) มาเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ และร่วมพัฒนาครูที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในช่วงเวลาที่ศึกษาในสถาบันผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการ (สถาบันรับผิดชอบขอตั้งงบประมาณ) และพัฒนาครูระหว่างปฏิบัติงานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ (หน่วยงานต้นสังกัดโรงเรียนรับผิดชอบของบประมาณ) ในจำนวนที่เหมาะสม เน้นการพัฒนาความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาษาอังกฤษ ด้านการจัดทำสื่อและการใช้สื่อดิจิทัล ร่วมทำงานกับสถาบันผลิตครู และโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

6.รัฐบาลโดย ครม.มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.,กทม.หรือพัทยา) เตรียมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการศึกษา เพื่อรองรับการขยายโครงการ และรับผิดชอบในการขยายไปยังโรงเรียนในสังกัด ทั้งการคัดคนเรียนครู และคัดโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ทั้งโรงเรียนระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

7.กระทรวงศึกษาธิการเสนอรัฐบาล แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานให้มีความต่อเนื่องจนสิ้นสุดโครงการ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในวงการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับตัดสินใจได้ ผู้แทนสถาบันผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการ และนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเป็นคณะกรรมการ

ข้อเสนอนโยบายที่เสนอข้างต้น หากดำเนินการได้สำเร็จ ก็จะเป็นกลไกสำคัญ (Big Rock) ที่จะขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาด้านต่างๆ สู่เป้าหมาย ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2804718

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook