วันพุธ 12 พฤษภาคม 2564
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > จับตา ‘ครูเหน่ง’ แก้ปัญหาความรุนแรง-บูลลี่ แผลร้ายในรั้ว ร.ร.

จับตา ‘ครูเหน่ง’ แก้ปัญหาความรุนแรง-บูลลี่ แผลร้ายในรั้ว ร.ร.

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 21 เมษายน 2564 เปิดอ่าน 158 ครั้ง

ความปลอดภัยในสถานศึกษา ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องเร่งแก้ปัญหาของ ครูเหน่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนที่ขอให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมฉายภาพความรุนแรงในรั้วโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลายกรณีที่เป็นกระแสสังคม ทั้งกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนดังแห่งหนึ่งชักปืนออกมาโชว์นักเรียนหน้าเสาธง ผู้อำนวยการโรงเรียนใช้อาวุธปืนจ่อหัวนักเรียน ป.4 และ ป.5 นักเรียนพี่เลี้ยงชั้น ป.5 และชั้น ม.4 โรงเรียนประจำ ใช้ยาซีม่าราดตัว ด.ช.วัย 9 ขวบ จนผิวหนังเกิดรอยไหม้ หรือกระทั่งนักเรียนรุมทำร้ายนักเรียนด้วยกันเอง ในห้องเรียนจนได้บาดเจ็บสาหัส เป็นต้น

ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่มีปลอดภัย อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่นักเรียน ทั้งเครื่องเล่นสำหรับเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน มุมอับ หรือจุดเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดเหตุอาชญากรรม การกระทำอนาจาร ทั้งจากคนในโรงรียนและคนภายนอกที่เข้ามา ไปจนถึงการบูลลี่ ซึ่งแม้ไม่ใช่ความรุนแรงทางร่างกาย แต่ก็ก่อให้เกิดบาดแผลร้ายแรงทางจิตใจอย่างร้ายแรงเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ ทำให้ ศธ.ไม่อาจปฏิเสธได้ และต้องหยิบเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในนโยบายที่ต้องแก้ไขโดยด่วน!!
นายพีรพล ระเวกโสม ตัวแทนกลุ่มภาคีนักเรียนแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากต้องให้คะแนน ศธ.สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คงให้ได้แค่ 3 คะแนนจากเต็ม 10 ถือว่าสอบตก เหตุผลเพราะทุกวันนี้ยังมี การทำร้ายร่างกาย ทำอนาจารและการข่มขืนเกิดขึ้นในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน ครูกับครู หรือกระทั่งผู้บริหารกระทำกับบุคลากรในโรงเรียนและนักเรียน…

ขณะที่การบูลลี่ ล้อเลียน คุกคามทางเพศ ยังถูกมองเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้ถูกกระทำเป็นอย่าง

ตัวแทนภาคีนักเรียน ยังบอกอีกว่า แนวทางแก้ไข ควรต้องมีมาตรการการจัดการที่เข้มข้นทั้งทางวินัยและทางกฎหมาย หรือหากเป็นกรณีนักเรียน กระทำรุนแรงกับนักเรียน ก็ควรมีมาตรการให้ครูเข้ามาดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด เช่นการอบรมครูและนักเรียน ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายร่างกาย เพื่อให้มีวิธีการรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น รวมถึงทำให้เข้าใจตรงกันว่า

การบูลลี่ถือเป็นการทำร้ายจิตใจ และเป็นความรุนแรงที่ไม่ควรกระทำกับใคร

ด้านหน่วยงานต้นสังกัดทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ไม่ได้นิ่งนอนใจ …
โดยหัวเรือใหญ่อย่าง นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) บอกชัดว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข โรงเรียนทุกแห่งต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการบูลลี่และการทารุณกรรม เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กและผู้ปกครอง

สพฐ.มีการวางแผนดำเนินการ ระยะแรก มีการลงโทษผู้กระทําความผิดต่อนักเรียนที่ถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ไม่ว่าด้านชีวิต ร่างกาย เพศ หรือจิตใจ อย่างเด็ดขาด จากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องวิเคราะห์ สภาพปัญหา และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในพื้นที่ที่ดูแล ว่ามีสิ่งใดที่เป็นอันตราย และเป็นภัยต่อนักเรียนหรือไม่ เน้นไปที่การป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางนี้คิดว่า จะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ขณะที่นักวิชาการด้านการศึกษา อย่าง นายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า โรงเรียนจำนวนมาก ไม่ให้ความสำคัญเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนทั้งด้านกายภาพ สังคม อารมณ์ และจิตใจ อาจมาจากวัฒนธรรมที่ทำต่อๆ กัน เช่น การใช้ความรุนแรงของครูกับนักเรียน ซึ่งทุกวันนี้ ถือเป็นเรื่องที่เปราะบาง เพราะเด็กมีช่องทางส่งเสียง และบอกกล่าวให้สังคมรับรู้ เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่การแก้ปัญหากลับมีความล่าช้าตามวัฒนธรรมของข้าราชการ ที่มีขั้นตอนค่อนข้างมาก ขณะที่ในมุมของเด็ก กระบวนการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ อาจดูไม่โปร่งใส ช่วยเหลือกัน

“กรณีที่มีประเด็นว่า ความรุนแรงหรือการทำร้ายร่างกายในโรงเรียนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยิ่งเป็นตัวย้ำว่าผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องบริหารงานโรงเรียนอย่างรอบคอบ รวมถึงต้องมีการบริหารจัดการและจัดลำดับความสำคัญใหม่ อย่างแรกคือการบริหารจัดการในเชิงกายภาพ ต้องตรวจสอบว่ามีอะไรบ้างที่มีการสุ่มเสี่ยงไม่ปลอดภัย ที่สำคัญกว่าคือการทบทวนเรื่องวิธีการปฏิบัติในโรงเรียน กระบวนการคิดของครูในการดูแลเด็ก และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ถูกละเลยมานาน ขอเสนอว่าผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีชั่วโมงสำหรับการเดินตรวจตราห้องเรียนในทุกๆ วัน เพื่อทำให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ให้ครูคุมห้องเรียนมากจนเกินไป หรือไม่ให้เด็กถูกทิ้งอยู่ที่ห้องเรียนกันตามลำพัง สร้างโอกาสที่จะเกิดการกลั่นแกล้ง บูลลี่ และหากโรงเรียนมีการบริหารเรื่องความหลากหลายไม่ดีพอ ก็อาจจะเกิดการบูลลี่ในเรื่องความแตกต่างหรือเกิดการคุกคามทางเพศขึ้น ทั้งระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และระหว่างครูกับนักเรียน”Ž นายอรรถพลกล่าว

พร้อมย้ำด้วยว่า โรงเรียนต้องมีมาตรการในการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกัน รับฟังเสียงนักเรียน ผู้ปกครอง เปิดโอกาสให้มีตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมา มีแค่สภานักเรียนซึ่งไม่ได้ตอบสนองในความหมายของการเป็นตัวแทนนักเรียนเท่าที่ควร เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหม่ของการศึกษาไทย ที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารโรงเรียน ไม่ควรบริหารแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ หรือมองแค่เรื่องความมั่นคง แต่ต้องมองประเด็นที่ว่า เด็กมาโรงเรียนด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัยหรือไม่

และประเด็นที่ฝากไว้คือ ยิ่งโรงเรียนมีขนาดใหญ่เท่าใด การดูแลเด็กก็จะยิ่งหละหลวมมากขึ้นเท่านั้น!!

ปิดท้ายที่ นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เห็นต่างกันว่า ที่ผ่านมาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน มีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกละเลย ทุกโรงเรียนต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นระหว่างนักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับครู และนักเรียนกับบุคคลอื่น

ต้องมีการออกมาตรการในการดูแลเด็กอย่างรอบคอบ เช่น เด็กมาโรงเรียนเช้า จะต้องมีครูเวรประจำรับเด็กตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน ให้เด็กอยู่ในสถานที่ส่วนรวม และอยู่ในสายตาของครูอาจารย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอยู่ตามลำพัง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จัดครูเวรประจำวันที่เฝ้าประจำตามจุดต่างๆ รวมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันอันตรายในทุกมิติ ทั้งเรื่องความปลอดภัย และป้องกันเรื่องการทำร้ายร่างกายกัน ที่สำคัญโรงเรียนไม่ควรอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาภายในโรงเรียน หรือถ้าเข้ามาจะต้องมีการแลกบัตรเพราะถือเป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ปลอดภัยกับนักเรียน โดยมาตรการในการรักษาความปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน

หลากหลายมุมมองกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ส่วนหนึ่งเพราะการแก้ปัญหายังเกาไม่ถูกที่คัน ดังนั้น ครูเหน่งž คงต้องหายาแรง หากต้องการแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ต้องจับตาดูว่าจากนี้ “เสมา 1″อย่างครูเหน่ง จะมียาแรงชนิดใดมาใช้แก้ปัญหานี้

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2679504

เปิดอ่าน 158 ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook