วันอาทิตย์ 17 มกราคม 2564
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > ปี 63 ฝ่าวิกฤตการศึกษาไทยยุคโควิด

ปี 63 ฝ่าวิกฤตการศึกษาไทยยุคโควิด

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 31 ธันวาคม 2563 เปิดอ่าน 199 ครั้ง

ปิดฉากการศึกษาในรอบปี 2563 ภายใต้การนำของ “ครูตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

เปิดฉากการศึกษาในรอบปี 2563 ภายใต้การนำของ “ครูตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งต้องยอมรับว่าในรอบกว่า 1 ปีผ่านมาถือเป็นปีที่การศึกษาต้องเจอกับสถานการณ์วิกฤตของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จนส่งผลให้โรงเรียนต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนจากเดิมที่ต้องเปิดภาคเรียนที่ 1 ในวันที่ 16 พฤษภาคม ของทุกปี แต่ปีแห่งวิกฤตไวรัสร้ายนี้ทำให้ต้องขยับการเปิดภาคเรียนออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฏาคม ซึ่งการนับชั่วโมงเรียนและการจัดการเรียนการสอนจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอาชีวศึกษา

ทั้งนี้จากวิกฤตดังกล่าวจึงมีคำถามเกิดขึ้นว่านักเรียนจะต้องหยุดการเรียนรู้ไปด้วยหรือไม่ เพราะระบบการศึกษายังไม่เคยมีมาตรการรองรับในการเจอวิกฤตครั้งใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งจะให้นักเรียนเรียนติดต่อกัน 2 ภาคการศึกษาโดยไม่มีวันพักระหว่างภาคการศึกษาได้หรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของโรงเรียนว่าจะดำเนินการอย่างไรให้มีการเรียนการสอนครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  จึงถือเป็นการตอกย้ำให้ “ครูตั้น” เริ่มต้นจัดทัพการศึกษาวิถีแบบใหม่ “New Normal” ด้วยการจัดการเรียนการสอนผ่านโทรทัศน์ดิจิทัลและระบบออนไลน์ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยให้เด็กเรียนรู้จากที่บ้านตามนโยบาย “โรงเรียนหยุดได้แต่การเรียนรู้ของเด็กหยุดไม่ได้” ขณะที่ครูก็ต้องปรับวิธีการสอนของตัวเองรองรับกับระบบเรียนออนไลน์มากขึ้น

จึงนับว่าเป็นการเริ่มต้นให้หัวเรือใหญ่อย่าง “ณัฏฐพล ทีปสุรรณ” เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ด้วยมิติใหม่จนนำไปสู่นโยบาย “การศึกษายกกำลังสอง” ที่เป็นการศึกษาที่เข้าใจและตอบโจทย์วิกฤตดังกล่าวด้วยการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านเว็บไซต์ www.deep.go.th โดยปลดล็อกและเปิดกว้าง ให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาพัฒนาเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียน ครู และผู้บริหารทางการศึกษามีทางเลือกผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP) และให้ผู้เรียน ครู ผู้บริหารทางการศึกษามีแผนพัฒนารายบุคคลผ่านแผนพัฒนารายบุคคลสู่ความเป็นเลิศ  พร้อมจัดทำคู่มือมาตรฐานโรงเรียน เพื่อกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องมีพื้นฐานที่จำเป็น

หันมาดูในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระบบมีการปรับเปลี่ยนส่งท้ายปีด้วยนโยบาย “ยกระดับรายได้จังหวัดด้วยการศึกษา” ซึ่งมีการปักหมุดนำร่องนโยบายนี้ที่จังหวัดภูเก็ตด้วยการสร้างโรงเรียนแม่เหล็ก หรือโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง เพราะไม่อยากให้การพัฒนาการศึกษาเหมือนเป็นการตัดเสื้อโหล ซึ่งบริบทของพื้นที่แต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน เช่น ที่จ.ภูเก็ตพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถึง 97% แต่ขณะนี้การเรียนการสอนของโรงเรียนในจ.ภูเก็ตกับโรงเรียนในภาคอีสานไม่ได้มีความแตกต่างกันสอนเนื้อหาเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้นต่อจากนี้ไประบบการศึกษาในพื้นที่จะต้องเปลี่ยนใหม่เน้นการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ของจังหวัดตามภาคธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งแผนการดำเนินการในเรื่องนี้จะถูกเชื่อมโยงไปถึงการวางแผนการจัดทำคำของบประมาณปี 2565 ด้วย สำหรับแผนยกระดับจังหวัดด้วยการศึกษานั้นจะเป็นแผนงานที่ผสมผสานการศึกษาทั้งหมดตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงอาชีวศึกษา

สำหรับการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมามาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะเดิมใช้มานานวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหน้าที่ความรับผิดชอบ ลักษณะงาน ที่ปฏิบัติให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงระยะเวลาที่กำหนดในคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะตามมาตรฐานตำแหน่ง ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำในความก้าวหน้าระหว่างสายงาน สำหรับการปรับปรุงดังกล่าวจะเป็นการจูงใจให้คนเก่งเข้ามาสู่ระบบการศึกษา และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพตามความรู้ ความสามารถจริง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของศธ.ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ เพราะคุณภาพครูคือกุญแจสำคัญของการพัฒนาการศึกษา

แม้ “ครูตั้น” กำลังนำทัพการศึกษาเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังไม่หมดวิกฤตเจอโรคโคม่าปิดท้ายปี 2563 กับการรับมือม็อบนักเรียนในนาม “นักเรียนเลว” ไม่รู้ว่าม็อบนักเรียนเหล่านี้จะมาจากปัญหาการเมืองหรือมีกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ที่แน่ๆส่งผลให้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องตื่นตัวกับการปลุกกระแสของกลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ระเบียบการแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักเรียน การปรับหลักสูตรการศึกษา การคุกคามนักเรียนในสถานศึกษา การลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ และการยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (วีเน็ต) จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหานักเรียนทั้งระบบ

ทั้งนี้ในส่วนนโยบายของ “เสมา2” คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก็ยังไม่เห็นการขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตามที่ประกาศ “จะยกระดับวิทยาลัยอาชีวเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ทั่วประเทศ แม้ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริที่ใช้กลไกของอาชีวะเกษตรในการขับเคลื่อนโครงการนั้นก็ยังมองภาพไม่ชัดว่าจะมีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างไร ขณะที่นโยบายการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) ก็ยังพอเป็นนโยบายที่ลูบได้คลำได้พอให้ชื่นใจบ้าง ซึ่งโค้ดดิ้งเป็นการเรียนรู้ทักษะภาษาใหม่ที่จะใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้เข้าใจการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ สอดคล้องกับการเตรียมกำลังคนของประเทศให้มีทักษะทันโลกยุคดิจิทัล มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขณะที่ “เสมา3” กนกวรรณ วิลาวัลย์ กับการคุมหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งที่ผ่านมา “มาดามโอ๊ะ” ได้รับฉายาว่ารัฐมนตรีโลกลืมแม้จมีการลงพื้นที่ตรวจติดตามงานแบบรายวันก็ตาม แต่ไม่ทันที่โลกจะลืมกลับกลายมาเป็นรัฐมนตรีโลกจำ ด้วยการกระโดดมารับหน้าที่แก้ไขปัญหา “เชอร์จุ๋ม” พี่เลี้ยงเด็กระดับอนุบาล1 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ที่เคลียร์ทุกประเด็นร้อนจนนำไปสู่การทำข้อตกลงบันทึกความร่วมมือระหว่าง ศธ. โรงเรียน และผู้ปกครอง และการตั้งคณะทำงานติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

ปิดท้ายปี 2563 เมื่อเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดอีกระลอก ทำให้ศธ.ต้องพลิกกลับมาเริ่มจัดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เพราะมีคำถามมากมายว่าการเรียนออนไลน์นั้นเป็นการเรียนที่ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร  อย่างไรก็ตามคงต้องจับตาในปี 2564 ต่อไปว่าภายใต้การนำของรัฐมนตรีศึกษาจะมีการตั้งรับกับโจทย์ใหม่นี้ได้อย่างไรบ้าง

ทีมข่าวการศึกษา

 

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/816056

เปิดอ่าน 199 ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook