วันอังคาร 20 ตุลาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > ชำแหละ..เกณฑ์ใหม่ ‘เฟ้นครูผู้ช่วย’ ปี’63 แก้ปัญหา หรือถอยหลังเข้าคลอง

ชำแหละ..เกณฑ์ใหม่ ‘เฟ้นครูผู้ช่วย’ ปี’63 แก้ปัญหา หรือถอยหลังเข้าคลอง

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 15 เมษายน 2563 เปิดอ่าน 495 ครั้ง

แม้จะต้องขยับตารางสอบรับบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตำแหน่งต่าง ๆ ออกไป เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 แต่เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา( ก.ค.ศ.) ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีมติเห็นปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาในหลายตำแหน่ง ไว้รอสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถจัดสอบได้ทันที

หลักเกณฑ์ตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่ก.ค.ศ. เห็นชอบ ดังนี้ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) และ รองผู้อำนวยการสพท. สาระสำคัญ คือ ปรับเพิ่มการประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็น ประกอบด้วยทักษะดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง

และกำหนดให้มีการ ขึ้นบัญชี 2 ปี ยกเลิกการประเมินแบบ 360 องศา และได้กำหนดหลักสูตรการคัดเลือกใหม่ แบ่งเป็น 3 ภาค ภาค ก ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่ ภาค ข ความสามารถทางการบริหาร ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ส่วนวิธีการคัดเลือกให้ สพฐ. เป็นผู้ดำเนินการได้เอง

ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และรองศธจ. จากเดิมที่ไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ปรับเป็นให้มีองค์ประกอบการคัดเลือก 4 องค์ประกอบ คือ การคัดกรอง การคัดเลือก การพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง และการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา โดยให้มีการขึ้นบัญชีผู้ผ่านการคัดเลือก 2 ปี

สาเหตุที่ให้มีการขึ้นบัญชีตำแหน่งผู้อำนวยการสพท. รองผู้อำนวยการสพท. ศธจ. และรองศธจ. ไว้ 2 ปี ก็เพื่อให้เกิดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีตำแหน่งว่าง จากการเกษียณอายุราชการ สามารถเลื่อนผู้เหมาะสมที่ขึ้นบัญชีไว้มาทำงานแทนได้ทันที จากเดิมที่ต้องรอการคัดเลือกใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี ส่งผลให้การทำงานมีปัญหาขาดความต่อเนื่อง ….

และมติสำคัญที่ปรับในครั้งนี้ด้วย คือ ร่างหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป สังกัดสพฐ. ประจำปี 2563 ซึ่งถือว่ามีการปรับค่อนข้างใหญ่ดึงอำนาจการจัดสอบจาก คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มาที่ส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานข้องสอบที่ไม่เท่ากัน ..

โดยปรับวิธีการสอบภาค ก มาใช้แนวทางการสอบของคณะกรรมการข้าราชพลเรือน(ก.พ.) ทั้งนี้ให้มีการขึ้นบัญชีผู้ผ่านการประเมินภาค ก และภาค ข ความรู้ที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง เป็นบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ค สอบสัมภาษณ์ เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยเรียงตามลำดับผู้ที่ได้คะแนนจากมากไปหาน้อย

ส่วนการประเมิน ภาค ค ให้ประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ การสอบปฏิบัติการสอน และพิจารณาจากแฟ้มผลงาน เปิดโอกาสให้โรงเรียนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกครู และให้ครูได้มีโอกาสเลือกโรงเรียน เพื่อให้ได้ครูที่มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับงานวิจัยและแนวปฏิบัติในการคัดเลือกครูที่เป็นสากล

อีกทั้งยังหวังว่า เมื่อครูได้มีโอกาสเลือกโรงเรียนด้วยตัวเองแล้ว จะลดปัญหา การย้ายกลับภูมิลำเนาได้ด้วย ….

นอกจากนี้ยังปรับร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียนโดยให้ใช้กับทุกส่วนราชการ สาระสำคัญ เช่นเพิ่มเวลาการพัฒนาผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่น้อยกว่า 150 ชม. รองผู้อำนวยการโรงเรียนไม่น้อยกว่า 120 ชม.

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการก.ค.ศ. อธิบายเพิ่มว่า การปรับหลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ได้ครูที่สอนเป็นอย่างแท้จริง อีกทั้งจะแก้ปัญหาในเรื่องการขอย้ายกลับภูมิลำเนา เพราะเมื่อผู้สอบผ่านภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และภาค ข ความรู้ที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ซึ่งเป็นการสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ครูจะต้องเลือกโรงเรียน ที่ต้องการบรรจุแต่งตั้งแล้วถึงลงไปสอบภาค ค ได้ ตรงนี้เท่ากับว่า ครูจะเป็นผู้เลือกโรงเรียน และโรงเรียนก็เป็นผู้เลือกครู ตรงตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย

มติก.ค.ศ. ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับหลักเกณฑ์การคัดเลือก “บิ๊กสพท.- ศธจ.” ครั้งใหญ่ และพลิกโฉมการเฟ้นแม่พิมพ์ ดึงอำนาจการจัดสอบคืนสู่ส่วนกลาง ให้ครูและโรงเรียนได้มีโอกาสเลือกกันและกัน ซึ่งทางก.ค.ศ. หวังปลดล็อกปัญหาในหลายส่วน แต่ทางกลับกันก็อาจเดินย้อนกลับไปสู่ไปหาเดิม ….

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการดึงการสอบครูผู้ช่วยมาจาก คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) การแก้ปัญหาผิดทางเหมือนเป็นความไม่ไว้ใจ อีกทั้งผิดหลักการกระจายอำนาจ และความรับผิดชอบ ทั้งนี้หากศธ. จะแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานข้อสอบ ควรดูเฉพาะจุด ไม่ใช่นำปัญหาในพื้นที่หนึ่งมาปรับแก้ในภาพรวม จนทำให้เสียหลักการใหญ่

“การเปลี่ยนแบบนี้เหมือนส่วนกลางกลับไป กลับมา ซึ่งผมค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะคนในจังหวัดจะรู้ปัญหาในพื้นที่ตัวเองเป็นอย่างดี รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในพื้นที่ล้วนมีระบบการจัดสอบประเมิน เพื่อคัดเลือกบุคลากรในตำแหน่งต่าง ๆ อยู่แล้ว ส่วนกลางควรทำหน้าที่ดูแลระบบ การกระจายอำนาจและมาตรฐานในภาพรวม ขณะเดียวกันหากดึงการสอบมาไว้ที่ส่วนกลาง ต้องระวังปัญหาการทุจริตจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นชัดแล้วว่า ส่วนกลางมีความหละหลวมจนทำให้เกิดกรณีข้อสอบรั่ว เรื่องนี้สำคัญเพราะการสอบครูสำหรับบางคน เหมือนเป็นการตัดสินชีวิต ดังนั้น จึงไม่ควรลดบทบาทกศจ. ทางกลับการควรจะเพิ่มบทบาทในเรื่องการกำกับดูแลครูและบุคลากรในพื้นที่ให้ด้วย” นายสมพงษ์ กล่าว

เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อย !!

มติก.ค.ศ. ครั้งนี้จะมีผลต่อคนอีกนับแสนชีวิต ที่มีคุณสมบัติครบสามารถสมัครสอบเป็นแม่พิมพ์ ความได้เปรียบ เสียเปรียบแม้เพียงเสี้ยวคะแนนก็มีผลตัดสินเส้นทางเดินชีวิต ดังนั้น ความโปร่งใส เป็นธรรมจึงเป็นเหมือนปราการด่านแรก ที่ศธ.จะสามารถสร้างขึ้น ให้อนาคตของชาติวางใจได้

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2138968