วันศุกร์ 2 ตุลาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > ‘ประเมิน’ สอน ‘ออนแอร์’ ‘เด็กไม่พร้อม-อุปกรณ์ไม่พอ’ เสียงสะท้อนจาก ‘พ่อแม่-สังคม’ !!

‘ประเมิน’ สอน ‘ออนแอร์’ ‘เด็กไม่พร้อม-อุปกรณ์ไม่พอ’ เสียงสะท้อนจาก ‘พ่อแม่-สังคม’ !!

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 28 พฤษภาคม 2563 เปิดอ่าน 471 ครั้ง

ออนแอร์ – ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว สำหรับ การทดลองจัดการเรียนการสอนทางไกล หรือ ออนแอร์ ผ่านระบบ โทรทัศน์ดิจิทัล หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมมือกับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระราชูปถัมภ์ (ดีแอลทีวี) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการใช้ช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล จำนวน 17 ช่อง เพื่อจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านโทรทัศน์ รับมือวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19

ซึ่งก็เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย ตั้งแต่เริ่มทดลองออนแอร์ในวันแรกกันเลยทีเดียว !!

ทั้งนี้ การเรียนการสอนทางไกล หรือออนแอร์นั้น ศธ.ใช้สื่อของดีแอลทีวี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับชั้น ม.3 ส่วนการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.4-6 สำนักงานคณะกรรมการกศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเป็นผู้ผลิตสื่อการสอนเอง นอกจากนี้ ยังมีช่องให้ผู้เรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้เรียนผ่านออนแอร์อีกด้วย

โดย กสทช.ได้อนุมัติกำหนดช่องเรียงลำดับหมายเลขช่องรายการเพื่อการศึกษา จำนวน 17 ช่อง เริ่มตั้งแต่ช่องทีวีดิจิทัล 37-53 ดังนี้ ระดับชั้นอนุบาล 1-ม.6 ช่อง 37-51, กศน.ช่อง 52 และ สอส.ช่อง 53

ส่วนการรับสัญญาณจากดาวเทียมจาก C-Band กำหนดช่อง ดังนี้ ระดับชั้นอนุบาล 1-ม.6 ช่อง 337-351, กศน.ช่อง 352 และ สอศ.ช่อง 353 และ KU-Band กำหนดช่องดังนี้ ระดับชั้นอนุบาล 1-ม.6 ช่อง 186-200, กศน.ช่อง 201 และ สอศ.ช่อง 202

การจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ จะทดลองระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน เพื่อเปิดโอกาสให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ได้ปรับบทบาท และทัศนคติของตนเองต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ รวมทั้ง เป็นการทดสอบความพร้อม ประสิทธิภาพของเครื่องมือ และสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน

โดย ศธ.จะรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทดลองระบบก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จริงๆ ในวันที่ 1 กรกฏาคม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง และรับมือ หากโรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนได้ และนักเรียนจะต้องเรียนออนแอร์จากบ้านแทน โดยอาจจะมีการเรียนผ่านออนไลน์เสริมด้วย ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงเรียนแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มทดลองระบบวันแรก ก็เกิดความวุ่นวายแล้ว…

เนื่องจากผู้ปกครอง และนักเรียนบางส่วน ต่างวิ่งวุ่นหาซื้ออุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น “โทรศัพท์มือถือ” หรือ “แท็บเล็ต” เพื่อใช้สำหรับเรียนทางไกล

ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ศธ.กำลังผลักภาระให้ประชาชนหรือไม่

เพราะแต่ละครอบครัวมีฐานะทางการเงินไม่เท่ากัน บางครอบครัวอาจไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออุปกรณ์ให้ลูกหลาน ถือเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมหรือไม่ ??

เมื่อถึงวันแรกของการทดลองสอนผ่านระบบออนแอร์จริงๆ กลับพบปัญหามากมาย เช่น เว็บไซต์ของดีแอลทีวีล่ม เนื่องจากมีผู้ดึงสัญญาณเข้าชมผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตจำนวนมาก แทนที่จะใช้โทรทัศน์ดิจิทัลรับสื่อการสอน จึงทำให้เว็บไซต์ล่ม

โดยบางครอบครัวอาจมีโทรทัศน์ที่รับสัญญาณการสอนทางไกลไม่ได้ เพราะไม่มีกล่องรับสัญญาณ หรือมีกล่องรับสัญญาณ แต่ไม่สามารถปรับจูนช่องได้

หรือแม้กระทั่ง “เนื้อหา” ของรายวิชาที่สอนผ่านออนแอร์ ก็พบว่า “ผู้สอน” จัดทำเนื้อหาการสอนที่ “ผิดพลาด” หรือสอนเร็วเกินไป จนนักเรียนเรียนตามไม่ทัน

ส่งผลให้นักเรียน และผู้ปกครอง วิพากษ์วิจารณ์ และทำให้ #เรียนออนไลน์ ขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ โดยมียอดทวิตวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้กว่า 3 ล้านทวิต !!

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่รอช้า จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับภาพรวมในการเรียนออนไลน์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ให้ ศธ.ประชาสัมพันธ์ และทำความเข้าใจถึงการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในการเปิดภาคเรียน ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียน และผู้ปกครองเท่านั้น ซึ่ง ศธ.ยืนยันที่จะเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม และตั้งใจจะจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน โดยโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดอย่างเคร่งครัด แต่หากสถานการณ์โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย จะต้องนำการเรียนการสอนรูปแบบอื่นมาใช้ คือ การสอนผ่านออนแอร์ที่บ้าน และสอนเสริมผ่านออนไลน์

“ที่ผู้ปกครองเข้าใจว่า ต้องเตรียมตัวเรียนการสอนออนไลน์นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ศธ.เตรียมการเรียนการสอนออนไลน์เสริม เฉพาะนักเรียนระดับชั้น ม.4-6 เพราะคิดว่าเด็กกลุ่มนี้น่าจะมีอุปกรณ์การเรียน และยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ใช่นโยบายของ ศธ.ที่จะผลักภาระให้ผู้ปกครองไปซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต” นายณัฏฐพล กล่าว

สำหรับปัญหาต่างๆ ที่พบนั้น นายณัฏฐพล ระบุว่า ศธ.จะใช้เวลาที่มีอยู่ 45 วัน ในการรวบรวม และแก้ไขปัญหา เช่น หากปรับจูนสัญญาณไม่ได้ จะให้นักศึกษาในสังกัด สอศ.เข้าไปช่วยเหลือ หรือหากบ้านใดไม่มีกล่องรับสัญญาณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จะมอบกล่องให้ ศธ. 2 ล้านกล่อง เพื่อให้ ศธ.แจกจ่ายต่อไป

ด้าน นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า ตนสั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั้ง 225 เขตทั่วประเทศ ลงพื้นที่พูดคุยถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทดลองเรียนผ่านทางไกล โดยจะต้องลงพื้นที่ตรวจปัญหาเป็นรายโรงเรียน รายกรณี ดูปัญหาของผู้ปกครองรายคน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จะแก้ไขอย่างไร หากติดขัดอะไรให้รายงานมายัง สพฐ.

ซึ่ง สพฐ.จะสรุปภาพรวมปัญหาจำนวน 3 ครั้ง คือ ช่วงที่ 1 สรุปผลสิ้นเดือนพฤษภาคม เพื่อแจ้งสื่อมวลชน และประชาชน ว่าพบปัญหาอะไร และจะแก้ไขอย่างไรบ้าง ช่วงที่ 2 จะสรุปผลกลางเดือนมิถุนายน เพื่อดูว่าสิ่งที่แก้ไขไปแล้ว จะต้องเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ และช่วงที่ 3 จะสรุปผลสิ้นเดือนมิถุนายน เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม มีเสียงสะท้อนจากนักวิชาการอย่าง นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเรียนผ่านทางไกล และออนไลน์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าต้นทางคือสื่อการสอนของดีแอลทีวี ถือว่าสอบผ่าน รายการดี อาจจะล้าสมัยบ้าง เพราะนำมาใช้ในช่วงฉุกละหุก ส่วนข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือครู ตื่นตัวในการปรับตัวสอนในแนวทางใหม่ ครูจึงมีโอกาสศึกษาเรื่องเทคโนโลยี เพื่อปรับใช้ในการเรียนระบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“ส่วนปัญหาที่พบคือ ความลักลั่น ความไม่เท่าเทียมกันของอุปกรณ์รับสัญญาณปลายทาง ดังนั้น ศธ.จะต้องเตรียมการเรื่องพวกนี้หนักมาก ถ้าจะใช้วิธีการเรียนรูปแบบนี้ เพราะตัวรับสารอาจจะไม่ดีพอ ซึ่งการสอนผ่านดีแอลทีวี โรงเรียนขนาดเล็กมีทีวี มีจานดาวเทียมรับสัญญาณอยู่แล้ว แต่เมื่อส่งสัญญาณไปทั่วประเทศ จะพบปัญหาว่าบางบ้านมีหนวดกุ้ง ไม่มีกล่องรับสัญญาณ หรืออินเตอร์เน็ตไม่เสถียร เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีผลกับการเรียนรู้ของนักเรียนมาก” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกปัญหาหนึ่งที่พบคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองจะดูแลเด็กอย่างไร เพราะอยู่ดีๆ รัฐออกมาบอกว่าให้ผู้ปกครองรับหน้าที่เป็นครู ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้เตรียมตัว และไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จึงไม่เข้าใจบทบาทที่ต้องมาดูแลเด็กในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ดังนั้น ปัญหาที่ ศธ.จะต้องทบทวนคือ การศึกษาที่เท และไหลมาที่ครอบครัวนั้น ถูกต้องหรือไม่ และบทบาทของ ศธ.ที่แท้จริงคืออะไร ศธ.และสถานศึกษา จะต้องถาม และทบทวนตัวเองเรื่องนี้ครั้งใหญ่ ว่าการจัดการศึกษาครั้งนี้ถูกต้องตามภารกิจหรือไม่

นักวิชาการจากรั้วจามจุรียังเสนอแนะภายหลังการทดลองเรียนผ่านระบบออนแอร์ ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ ว่าต่อไปอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการทำ Sand Box ก่อนเปิดเทอม ซึ่งขณะนี้ ศธ.ทดลองโดยใช้สื่อโทรทัศน์เป็นหลัก แล้วให้เด็กกับผู้ปกครองปรับตัวไป

แต่สิ่งที่ ศธ.ควรทำต่อไปคือ การทดลองในระยะที่ 2 โดยจะทดลองจัดการเรียนการสอนในระบบผสมโดยใช้โรงเรียนเป็นหลัก ในโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีความต่างกัน เช่น ไปโรงเรียน 3 วัน เรียนที่บ้าน 2 วัน เป็นต้น คืออาจจะมาโรงเรียนบางในวิชาที่มีการปฏิบัติ โดยนำการบ้านมาส่ง และเรียนเนื้อหาตามสื่อการสอนของดีแอลทีวีที่บ้าน

ส่วนระยะที่ 3 เมื่อเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม ศธ.จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร จะร่วมมือกับ สธ.และท้องถิ่นอย่างไร ศธ.จะสอนหนังสืออย่างไร โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ทั้งท้องถิ่น และนักเรียน เช่น การทำโครงงาน หรือให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อนักเรียน เป็นต้น เพื่อสอนให้นักเรียนอยู่รอด และปฏิบัติตัวถูกเมื่ออยู่ในโรงเรียน บ้าน และสังคม

ต้องติดตามว่า ศธ.จะแก้ปัญหา และอุปสรรคที่พบเจอในระหว่างการทดลองระบบได้หรือไม่

เพื่อให้การจัดการศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เดินหน้าไปได้ด้วยดี ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง !!

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2199660