วันเสาร์ 31 ตุลาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > จับตา ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’ ประกาศ “สังคายนา” วงการครู เอาจริง หรือแค่โหนกระแส !!

จับตา ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’ ประกาศ “สังคายนา” วงการครู เอาจริง หรือแค่โหนกระแส !!

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 23 พฤษภาคม 2563 เปิดอ่าน 946 ครั้ง

สังคายนา – ที่ประชุม คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ที่มี นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีมติให้ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง” และ “พักใช้” ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ครู” 6 ราย และ “ผู้อำนวยการโรงเรียน” 1 ราย กรณีทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน

โดยเคสล่าสุด คือกรณี “ครูชาย 5 ราย” ของ โรงเรียนดงมอนวิทยาคม จ.มุกดาหาร ได้แก่ นายยุทธนา ภู่ถนนนอก ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ นายเอกลักษณ์ เกื้อหนองขุ่น ครูสอนวิชาสังคมศึกษา นายวิพจน์ แสนสุข ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ นายอานุภาพ บรรจง ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และ ว่าที่ ร.ต.สิทธินันท์ ณ หนองคาย ครูสอนวิชาสังคมศึกษา โดยร่วมกับศิษย์เก่าของโรงเรียนอีก 2 ราย กระทำอนาจารนักเรียนหญิงชั้น ม.2 และชั้น ม.4

นับเป็นความ “อัปยศอดสู” ที่เกิดขึ้นในแวดวง “แม่พิมพ์” ไทย อีกครั้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ กมว.ได้รับ เชื่อได้ว่าครูทั้ง 5 ราย มีการประพฤติที่ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ กมว.จึงมีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และพักใช้ใบอนุญาตฯ ทั้ง 5 ราย เป็นเวลา 60 วัน เพื่อดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งควบคู่ไปกับการตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง” ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 22 (นครพนม-มุกดาหาร)

นอกจากนี้ กมว.ยังได้พิจารณาคดีการล่วงละเมิดทางเพศของครูที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอีก 1 ราย เป็นครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม กรณีที่ถูกกล่าวโทษว่ามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับนักเรียนหญิงชั้น ม.5 โดยพูดคุยเชิงชู้สาวผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์

และอีก 1 ราย เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กระทำอนาจารนักเรียนหญิงด้วยการล้วงมือเข้าไปในเสื้อของเด็ก เพื่อจับหน้าอก

โดยทั้ง 2 กรณีนี้ กมว.มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และพักใช้ใบอนุญาตฯ 60 วันเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ หากผลสอบพบว่ามีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา จะถูก “เพิกถอน” ใบอนุญาตฯ และขึ้น “แบล็คลิสต์” เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นครูได้อีก

สำหรับ ผู้อำนวยการโรงเรียนดงมอนวิทยาคม ในฐานะผู้บังคับบัญชาของครูทั้ง 5 ราย ที่กระทำผิดนั้น ถูกสังคมตั้งคำถามว่า “รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่” และต้องมีส่วน “รับผิดชอบ” ในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

ซึ่งประธาน กมว.ระบุว่า ต้องดูผู้อำนวยการโรงเรียน บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาสถานศึกษาหรือไม่ หากผู้บริหารสถานศึกษารับรู้ แต่ไม่แก้ไข คงต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่จะรับผิดชอบในระดับใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสำนักงานเขตพื้นการศึกษา

ส่วนบรรดา “กองเชียร์” หรือ “เพื่อนครู” ที่ออกมาให้กำลังใจครูที่กระทำผิดทั้ง 5 ราย ผ่านโซเชียลมีเดียนั้น ที่ประชุม กมว.เห็นว่าไม่เข้าข่ายการประพฤติผิดจรรยาบรรณ แต่มองว่า ผู้ประกอบวิชาชีพครูควรแสดงออกถึงกาลเทศะที่เหมาะสม และคำนึงถึงความเป็นครู ดังนั้น กมว.จะมีบันทึกถึงครูที่โพสต์ให้กำลังใจ ให้ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น โดยการแสดงความเห็นต่อสังคม ต้องคำนึงถึงความเป็นครู และกาลเทศะที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำทับว่า ต้องสอบถามผู้อำนวยการโรงเรียนว่า รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ หากรับทราบ แล้วไม่ดำเนินการ คงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป แต่หากไม่รับทราบ คงเป็นการตักเตือนการทำหน้าที่ผู้บริหาร

ส่วนครูที่ออกมาแสดงความเห็นให้กำลัง คุรุสภาจะมีหนังสือทำความเข้าใจ

ถือเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ไปยังครู และผู้บริหารทั่วประเทศ ให้ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น นึกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับลูกศิษย์ โดยที่ประชุมเน้นถึงคำว่า กาลเทศะ เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมาแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

นอกจากนี้ คุรุสภาเตรียมหารือกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อหามาตรการให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เข้มงวดกวดขันในการกำกับดูแลครู และนักเรียน ให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นภารกิจหนึ่งในจรรยาบรรณวิชาชีพ

แต่เนื่องจากบริบทสังคม และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ฉะนั้น บางเรื่องอาจล่อแหลมมากกว่าเดิม ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงต้องมีการบริหารจัดการที่ชัดเจนมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ ขณะที่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงครูทั้ง 5 คนของ สพม.เขต 22 และการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ กมว.กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญทั้งนักเรียน และผู้ปกครอง

เนื่องจากเหตุการณ์ครูทั้ง 5 ราย และศิษย์เก่าอีก 2 ราย ของโรงเรียนดงมอนวิทยาคม กระทำการข่มขืนนักเรียนหญิงชั้น ม.2 และชั้น ม.4 ได้เกิดขึ้นนานนับปี

โดย 1 ในครูที่ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เคยก่อคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ “อนาจารเด็ก” มาก่อน แต่สุดท้ายก็พ้นผิด และกลับมาเป็นครูอีก

นอกจากนี้ ยังถ่ายคลิปแบล็คเมย์นักเรียนหญิงทั้ง 2 ราย เพื่อไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับใคร

เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา เนื่องจากยายพาหลานสาว นักเรียนหญิงชั้น ม.2 เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ผึ่งแดด จ.มุกดาหาร

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับครู และศิษย์เก่า ทั้ง 7 คน ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล, ข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร มาดำเนินคดี และส่งตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมุกดาหารแล้ว

ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ได้ชิงเข้ามอบตัว และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน พร้อมกับขอศาลประกันตัว โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์ในราคา 300,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้บริหารโรงเรียน หรือครูในโรงเรียน กระทำต่อนักเรียน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และเมื่อเรื่องครั้งนี้ปูดออกมา สพม.เขต 22 ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน และครูที่กระทำความผิด ได้ออกมาดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยได้สั่งย้ายครูทั้ง 5 รายมาประจำที่เขตพื้นที่ฯ ทันที

ตามมาด้วยศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มีคำสั่งให้ครูทั้ง 5 ราย “ออกจากราชการไว้ก่อน” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

“เรื่องนี้ถือว่าผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครูร้ายแรง เป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับไม่ได้ และจะไม่ปล่อยไว้อย่างเด็ดขาด ครูควรเป็นต้นแบบที่ดี นักเรียนเป็นลูกศิษย์ ก็ควรดูแลเหมือนลูกหลาน ถ้าใครคิดจะทำแบบนี้ ถือว่าไม่ใช่ครู ผมไม่ปล่อยไว้เด็ดขาด” นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุ

ขณะที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายต่อหลายครั้งว่า

“จะต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถ เพื่อนำความปลอดภัยกลับมาสู่โรงเรียนอีกครั้ง แม้ในอดีตคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของครู ที่ผ่านมาอาจจะถูกทำให้หายไป ไม่ว่าจะด้วยจากการใช้อิทธิพล การยอมความ การไม่เห็นทางต่อสู้ของผู้ปกครอง ไม่ว่าในอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ผมได้ตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ) ขึ้นมา ทางศูนย์เรามีสิทธิในการฟ้องร้อง และดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยแทนผู้ปกครอง และเด็กทุกๆ คน”

“ผมขอให้ความมั่นใจว่า เราจะทวงความถูกต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมกลับมาให้แน่นอน และคนที่ทำผิดเรื่องคดีล่วงละเมิดทางเพศ จะไม่ได้กลับเข้ามาในวงจรการศึกษาอย่างแน่นอน” นายณัฏฐพล ระบุ

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดเหตุสะเทือนวงการแม่พิมพ์ครั้งล่าสุด มีคำถามมากมายเกิดขึ้นกับ ศธ.และผู้บริหาร ว่าถึงเวลาที่จะต้อง “สังคายนา” ทั้งวิธี “คัดกรอง” ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครู เพื่อให้ได้ครูที่มี “จรรยาบรรณ” และมี “จิตวิญญาณความเป็นครู” แล้วหรือยัง ??

และถึงเวลาต้องยกระดับ “บทลงโทษ” ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษา ที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนแล้วหรือยัง ??

เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน

หากบทลงโทษเหล่านี้ยังไม่รุนแรง หรือนักหน่วงพอ ที่จะทำให้ครู หรือผู้บริหารโรงเรียนคนอื่นๆ “เกรงกลัว” ที่จะกระทำความผิด

อีกทั้ง เมื่อเห็นตัวอย่างของครู หรือผู้บริหารโรงเรียนหลายๆ คนที่กระทำความผิด สุดท้ายเมื่อ “วิ่งเต้น” หรือ “ไกล่เกลี่ย” กับ “เหยื่อ” และ “ครอบครัว” ของเหยื่อแล้ว ก็พ้นผิด และกลับมาเป็น “ครู” หรือ “ผู้อำนวยการโรงเรียน” ได้อีก

ซึ่ง นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เดิมจะเห็นข่าวครูชายเพียง 1 คน ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง แต่ครั้งนี้ถือว่าปัญหา “ก้าวหน้า” ขึ้นไปอีกขั้น เมื่อมีครู 5 คนร่วมกันกระทำผิด สังคมจึงเกิดคำถามว่า คนเหล่านี้หลุดเข้ามาระบบการศึกษาได้อย่างไร

หรือเป็นเพราะหน่วยงานที่กำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพครู ที่มีกฎระเบียบกำกับอยู่ ได้กลายเป็นเพียงตัวอักษร แต่ไม่มีผลกับจิตวิญญาณ และวิธีการปฏิบัติงานครูเลยหรือ ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องยกเครื่องมาตรฐานวิชาชีพครูครั้งใหญ่

นักวิชาการจุฬาฯ ระบุอีกว่า ปัจจุบันสังคมเริ่มคิดว่าโรงเรียน บ้านพักครู และห้องเรียน กลายเป็นพื้นที่สูญญากาศ เป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ครูผู้ชายกลายเป็นผู้มีอำนาจ หลอกล่อ บังคับ ขู่เข็ญให้นักเรียนอยู่กับตนสองต่อสองได้ เพราะเด็กไม่สามารถต่อสู้ และปกป้องตนเองได้ ศธ.จึงควรนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาแก้ไข

แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้น คือกรณีที่มีครูผู้หญิงโพสต์ข้อความให้กำลังใจครูที่กระทำผิด “สะท้อน” ให้เห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรว่ากลุ่มคนเดียวกัน เห็นอกเห็นใจผู้ที่กระทำผิด และบอกว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนดี ทำงานเก่ง แต่กลับไม่เห็นอกเห็นใจนักเรียนที่เป็นเหยื่อเลย ซึ่งแปลกใจมากว่าคนในวงการศึกษาคิดแบบนี้ได้อย่างไร

อีกทั้ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ทุกคนจะเร่งปกปิด และพยายามจบปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเจรจาไกล่เกลี่ย จ่ายเงินเยียวยา เพราะกลัวว่าจะเสียชื่อเสียงของโรงเรียน

ท้ายที่สุด บุคคลเหล่านี้ก็กลับเข้าสู่วงการศึกษา และกลับไปเป็นครูอีก…

ต้องติดตามว่า รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ซึ่งประกาศโต้งๆ ผ่านเฟซบุ๊กครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าจะต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถ…

จะ “เอาจริง” อย่างที่ป่าวประกาศ หรือแค่ “โหนกระแส” ??

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2189254

เปิดอ่าน 946 ครั้ง