วันเสาร์ 31 ตุลาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > ระเบียบใหม่ ทรงผม น.ร. อิสระหรือรุกล้ำสิทธิ

ระเบียบใหม่ ทรงผม น.ร. อิสระหรือรุกล้ำสิทธิ

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 5 พฤษภาคม 2563 เปิดอ่าน 755 ครั้ง

กลับมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563” โดยกำหนดข้อปฏิบัติ และข้อห้ามปฏิบัติในการไว้ทรงผมของนักเรียน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และการปฏิบัติตนของนักเรียน เป็นไปด้วยความถูกต้อง รวมทั้งเป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว คือ ข้อ 4

“นักเรียนต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผม ดังนี้ นักเรียนชายจะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาว ด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสม และมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาว ให้เป็นไปตามความเหมาะสม และรวบให้เรียบร้อย”

ส่วนข้อ 5 นักเรียนต้องห้าม ดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวด หรือเครา การกระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น การตัดแต่งทรงผม เป็นรูปทรงสัญลักษณ์ หรือเป็นลวดลาย

ข้อ 6 ความในข้อ 4 และข้อ 5 มิให้นำมาใช้บังคับแก่นักเรียนที่มีเหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของตน หรือการดำเนินกิจกรรมของสถานศึกษาให้ “หัวหน้าสถานศึกษา” เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต

ข้อ 7 ภายใต้บังคับข้อ 4 ให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียน วางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัด หรือแย้งกับระเบียบนี้

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ยึดถือหลักความเหมาะสมในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีของนักเรียน และการมีส่วนร่วมของนักเรียน สถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น

เมื่อประกาศนี้เผยแพร่ออกไป มีกระแสตอบรับจากนักเรียนอย่างกว้างขวางหลังจากมีการต่อสู้มายาวนาน โดยเฉพาะเมื่อปีที่ผ่านมา เหล่านักเรียนลุกขึ้นมาร้องเรียนเรื่องทรงผม ในที่สุดได้รับเสรีภาพในการไว้ทรงผมเสียที และขอให้โรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว

ผ่านไปไม่นาน ความฝันของนักเรียนถูกดับลง เนื่องจากนายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาระบุว่า เรื่องทรงผมนักเรียน ดูดี ดูทันสมัย หลังจากมีการเรียกร้องเรื่องเหล่านี้มาไม่รู้กี่สิบปี

แต่พอมีตรงท้ายข้อ 6 “ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นมีอำนาจพิจารณาอนุญาต” ทุกอย่างก็เหมือนเดิม

เกิดคำถามว่า ระเบียบนี้ซ่อนปมอะไรไว้หรือไม่? และท้ายสุด นักเรียนไม่ได้มีอิสระในการไว้ทรงผม เพราะผู้ที่มีอำนาจพิจารณาอนุญาตท้ายสุด คือ “ผู้อำนวยการโรงเรียน” อยู่ดี

โดยเฉพาะ “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทย” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ในระเบียบได้กำหนดไว้ว่า การไว้ผมยาวของนักเรียนชาย และหญิง ให้พิจารณาตามความเหมาะสมเรียบร้อย แต่ความเหมาะสมเรียบร้อยของแต่ละคนนั้นต่างกัน มาตรฐานการวัดก็ไม่มี จะทราบได้อย่างไร แบบไหนคือแบบถูกต้อง ในกฎกระทรวงไม่ชัดเจนแบบนี้ จะทำให้เกิดช่องโหว่ของกฎระเบียบ
และยังมีข้อ 7 กำหนดให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา วางระเบียบเกี่ยวกับทรงผมให้มีความเฉพาะเจาะจงนั้น คือการให้สิทธิแก่สถานศึกษา มารุกล้ำสิทธิของนักเรียนได้มาขึ้นหรือไม่??

ประเด็นนี้ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ.ชี้แจงว่า ระเบียบนี้ไม่ได้มีการซ่อนปมใดๆ ทั้งสิ้น การปรับเปลี่ยนระเบียบกระทรวงครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่นักเรียนร้องเรียนเรื่องทรงผมในปีที่ผ่านมา เช่น ปัญหาของโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ออกกฎห้ามนักเรียนตัดผมหน้าม้า เป็นต้น ทำให้ ศธ.มาพิจารณาเรื่องนี้กันใหม่ โดยให้อำนาจผู้อำนวยการพิจารณาอนุญาต แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยสถานศึกษา ชุมชน ผู้ปกครอง และนักเรียน จะร่วมกันออกความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อวางระเบียบทรงผมด้วย

“กฎทรงผมนักเรียนที่ ศธ.กำหนดใหม่ จะเหมือนกับระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2559 ทั้งหมด เพียงแต่จะเพิ่มเติมเรื่องของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน คือ สถานศึกษา ครู นักเรียน และชุมชน เข้ามาแสดงความคิดเห็น และวางกฎระเบียบเรื่องนี้ด้วยกัน ระเบียบดังกล่าวถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่โรงเรียนต้องปฏิบัติตาม จะกำหนดเข้มกว่านี้ก็ได้ แต่จะหย่อนกว่านั้นไม่ได้ เช่น จะกำหนดให้นักเรียนชายตัดเกรียนก็ได้ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกภาคส่วน” นายประเสริฐกล่าว

ส่วนจะละเมิดสิทธินักเรียนหรือไม่นั้น นายประเสริฐระบุว่า การวางระเบียนใหม่ครั้งนี้ จะต้องสอบถามนักเรียน และผู้ปกครองอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากจะให้ ศธ.กำหนดเป็นระเบียบที่ครอบคลุมให้เหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้น โรงเรียนจะต้องออกระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของตน ข้อดีคือระเบียบทรงผมของโรงเรียนต่างๆ จะมาจากความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และคณะกรรมการสถานศึกษาก่อน ไม่ใช่ความเห็นของผู้อำนวยโรงเรียนเพียงคนเดียวอีกต่อไป

“หากโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อาทิ ไม่ยอมให้นักเรียนชายไว้ผมยาวถึงตีนผมนั้น นักเรียนสามารถฟ้องร้องผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ เพราะถือว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว เรื่องนี้ถือเป็นการเปิดกว้าง และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เมื่อการกำหนดระเบียบต่างๆ จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย” นายประเสริฐกล่าว

ด้าน นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า ส่วนตัวไม่กังวล เพราะในตอนท้ายของประกาศ ก็ไม่ได้ให้อิสระกับนักเรียนมากเกินไป โดยยังให้เป็นดุลพินิจของโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ในการกำหนดความเหมาะสมร่วมกันอีกครั้ง เชื่อว่าแต่ละแห่งจะกำหนดรายละเอียด และดำเนินการต่างๆ ด้วยความเหมาะสม

ฝากฝั่ง นายธรรมรงค์ เสนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง กล่าวว่า ส่วนตัวพร้อมปฏิบัติตามประกาศทรงผมนักเรียนฉบับใหม่ เพราะมองว่าการเรียนการสอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรงผม แต่ไม่อยากให้เด็กเดินตามวัฒนธรรมตะวันตกมากเกินไป อยากให้อยู่ในความพอดี เหมาะสมและสวยงามตามวัฒนธรรมไทย ในส่วนของระดับมัธยมศึกษา ไม่กังวล โรงเรียนจะให้อิสระนักเรียนตามประกาศใหม่ แต่อาจต้องกำหนดมาตรการเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกัน ส่วนระดับมัธยมศึกษาไม่ค่อยกังวล แต่ยังสงสัยคือในระดับประถมศึกษา หากปล่อยให้เด็กไว้ผมยาวจะเหมาะสมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลง และเพิ่มเติมระเบียบทรงผมครั้งนี้ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างมาก ว่าจะสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะโรงเรียนเก่าแก่ มีอัตลักษณ์ของตน เช่น ให้นักเรียนหญิงตัดผมสั้น นักเรียนชายต้องตัดผมเกรียน หากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และผลสรุปออกมาว่าให้นักเรียนหญิง และชายไว้ผมยาวได้ โรงเรียนจะปฏิบัติตามได้จริงหรือไม่

พร้อมกับมีคำถามว่า ท้ายที่สุดแล้ว โรงเรียนจะเป็นฝ่ายออกกฎระเบียบตามที่ “ผู้ใหญ่” เห็นสมควร โดยไม่ถามความคิดเห็นของ “นักเรียน” หรือไม่ ?

รวมทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง อาจมีความคิดเห็นเรื่อง “ทรงผมนักเรียน” ที่แตกต่างกัน

แล้วบรรทัดฐานของ “ความเหมาะสม” และ “ความเรียบร้อย” อยู่ตรงไหน

เพราะในความคิดของ “นักเรียน” และ “สถานศึกษา” ย่อมคิดไม่เหมือนกัน

หากปรับความคิดให้เห็นร่วมกันไม่ได้ การปรับปรุงกฎระเบียบใหม่นี้ ก็อาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ

ท้ายที่สุดแล้ว อาจมีคำถามตามมาว่า แล้วปัญหา “ทรงผม” นักเรียน จะยังเป็นปัญหาระดับชาติของเด็กไทย ไปจนถึงเมื่อใด !!

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2169975