วันพฤหัสบดี 13 สิงหาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > เรียนยาว 10 เดือน ไร้ ‘วันหยุด’ ละเมิดสิทธิเด็กไทย..จริงหรือ??

เรียนยาว 10 เดือน ไร้ ‘วันหยุด’ ละเมิดสิทธิเด็กไทย..จริงหรือ??

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 22 เมษายน 2563 เปิดอ่าน 327 ครั้ง

หลังจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามที่ ศธ.เสนอ เรื่องการ “เลื่อน” เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จากวันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม เนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19

นอกจากนี้ ศธ.ได้เตรียมการ “สอนออนไลน์” ระหว่างรอเปิดภาคเรียนที่ 1 โดยประสานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอช่องทีวีดิจิทัลมาใช้จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนในระดับต่างๆ จำนวน 13 ช่อง รวมทั้ง การใช้โทรทัศน์ทางการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ดีแอลทีวี) ในการออกอากาศร่วมด้วย

โดยในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ จะเริ่มทดสอบระบบการเรียนออนไลน์ทั้งหมดระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เพื่อรองรับการเรียนการสอนก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนกรกฎาคม

แต่หากสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายได้ทันเปิดภาคเรียนในช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม ศธ.ก็มีแนวทางให้สถานศึกษาต่างๆ จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตามปกติได้

เมื่อ ศธ.เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ออกไปแล้ว นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ย้ำชัดเจนว่า จะไม่มีการ “ปิดเรียน” ในช่วงรอยต่อระหว่างภาคเรียนที่ 1 และ 2 ในเดือนตุลาคม และเมื่อเรียนจบภาคเรียนที่ 2 ในเดือนเมษายน 2564 เนื่องจากการเลื่อนเปิดภาคเรียน ทำให้การจัดการเรียนการสอนล่าช้าไปกว่า 2 เดือนแล้ว…

ซึ่งตารางการเปิดภาคเรียน สรุปได้ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เริ่มวันที่ 1 กรกฏาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ภาคเรียนที่ 2 วันที่ 1 ธันวาคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 และภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เริ่มวันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน

เท่ากับ “นักเรียน” ต้องเรียนต่อเนื่องกันเป็นเวลานานถึง 10 เดือน !!

แม้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะออกแนวทางการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต ซึ่งได้กำหนดแนวทางการเปิด และปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2563 โดยระบุว่า ให้โรงเรียนเปิด และปิดภาคเรียน ดังต่อไปนี้

ภาคเรียนที่ 1 เริ่มเรียนวันที่ 1 กรกฎาคม โดยไม่มีวันปิดภาคเรียน เว้นแต่โรงเรียนจัดการเรียนการสอนได้ครบตามหลักสูตร ส่วนภาคเรียนที่ 2 วัน เปิดภเรียนวันที่ 1 ธันวาคม ปิดภาคเรียนวันที่ 1-15 พฤษาภาคม 2564 จำนวน 15 วัน

แนวทางนี้ คือยืดหยุ่นให้ สพท.และโรงเรียน บริหารจัดการได้ หากต้องการให้นักเรียน และครูมีเวลาพักผ่อน เช่น อาจจัดสอนชดเชยในวันหยุดเสาร์ หรืออาทิตย์ หรือจัดสอนเพิ่มเติมในวันธรรมดา เป็นต้น

ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย กับการให้เด็กเรียนต่อเนื่องกันยาวนาน โดยไม่มีช่วงพัก

เริ่มจาก ศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คิดว่าการปิดเทอมมีความจำเป็นอยู่ ต้องให้นักเรียนได้ออกจากระบบการศึกษาชั่วคราว เพื่อให้ผ่อนคลาย และทำให้พ้นจากความกดดัน และการเครียดบ้าง อีกทั้ง การให้นักเรียนเรียนติดต่อกันโดยไม่มีวันหยุดเลย ถือเป็น “การละเมิดสิทธิเด็ก” อย่างรุนแรง

“แม้ สพฐ.จะยืดหยุ่นเรื่องการปิดภาคเรียน ซึ่งการกระจายอำนาจให้ผู้บริหาร และครูตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว แต่ในสภาวการณ์เช่นนี้ ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ จำเป็นต้องทำตามหรือไม่ ผมคิดว่า ศธ.สามารถปรับ แก้ไข หรือยืดหยุ่นในการใช้หลักเกณฑ์ หรือระเบียบ ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ได้ เพราะการศึกษาไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียนอย่างเดียว ถ้า ศธ.ยังยึดกรอบเดิมอยู่ จะทำให้มัดตราสังการศึกษาไว้ ควรจะยืดหยุ่น และหากิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ มาเสริม” ศ.สมพงษ์ กล่าว

ด้าน ผศ.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มร.นม.) กล่าวว่า การเลื่อนเปิดภาคเรียน มีผลกระทบต่อนักเรียนบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง เพราะเป็นการบริหารตามสถานการณ์ ซึ่งในสถานการณ์ปกติ แม้จะมีการปิดเทอมคั่นระยะกลางระหว่างภาคเรียนที่ 1 และ 2 แต่นักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนในเมือง จะเรียนกวดวิชา ดังนั้น ในแง่จิตวิทยา มองว่าไม่ได้รับผลกระทบมาก

“เดิมจุดมุ่งหมายของการปิดภาคเรียน เป็นไปตามสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ สภาพทางสังคม และเศรษฐกิจ คือปิดให้นักเรียนช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพ เช่น ทำเกษตรกรรม ซึ่งปัจจุบันอาจมีน้อย หรือให้นักเรียนได้ผ่อนคลาย พักผ่อนกับครอบครัว แต่ทุกวันนี้ พบว่าผู้ปกครองให้นักเรียนกวดวิชา แม้กระทั่งโรงเรียนเอง ก็เปิดห้องพิเศษให้นักเรียนเรียน ซึ่งผมมองว่าการเลื่อนเปิดภาคเรียนในครั้งนี้ น่าจะไม่สร้างผลกระทบให้นักเรียนมาก” ผศ.อดิศร กล่าว

ส่วนจะละเมิดสิทธินักเรียนหรือไม่นั้น ผศ.อดิศร ระบุว่า เป็นที่มุมมองของแต่ละคน แต่จะเอามุมใดมุมหนึ่งมาคิด หรือตัดสินในสภาวการณ์วิกฤตเช่นนี้ คงจะไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ เชื่อว่าทางโรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการวันหยุดให้นักเรียนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ได้

ประเด็นนี้ นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้ความเห็นว่า เมื่อเปิดภาคเรียนวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว ครูต้องปรับตัวอย่างมากในการเตรียมการเรียนการสอน และหากไม่มีการปิดภาคเรียนเลย โดยนักเรียนต้องเรียนติดต่อกันเป็นเวลา 10 เดือน ถือว่าเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงกังวลว่านักเรียนจะเครียดหรือไม่

“ผมมีความเห็นว่า หาก สพฐ.ยึดผลสัมฤทธิ์การเรียน หรือสมรรถนะที่อยากให้นักเรียนได้รับ ควรจะให้โรงเรียนปรับตัว หรือวางแผนการสอนตามความพร้อมของโรงเรียน โดยไม่ต้องกำหนดวันเป็นหลักได้หรือไม่” นายเอกชัย กล่าว

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ.อธิบายว่า สพฐ.วางระยะเวลาการเปิด และปิดภาคเรียนไว้ โดยวางกรอบเวลาตามที่หลักสูตรการเรียนการสอนกำหนดไว้ เพราะแต่ละระดับชั้น มีการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน เพื่อให้โรงเรียนวางแผนจัดการเรียนการสอนได้

“สพฐ.วางกรอบเวลาการเรียนการสอนเป็นกติกากลาง เพราะถ้าดูจากการเปิดปิดภาคเรียนเดิม คือเปิดวันที่ 15 พฤษภาคม ถึงวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งบางโรงเรียนจัดสอบเสร็จตั้งแต่กลางเดือนกันยายน เป็นต้น ดังนั้น การเรียนการสอนจริงอาจไม่ได้เป็นไปตามที่ สพฐ.กำหนด เพราะโรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ ดังนั้น นักเรียนมีเวลาปิดเทอมแน่นอน” นายอำนาจ กล่าว

การวางกรอบระยะเวลาเช่นนี้ เลขาธิการ กพฐ.อธิบายด้วยว่า เนื่องจากขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤต ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ การวางกรอบระยะเวลาการเรียนเช่นนี้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนในปีการศึกษา 2564 โดยไม่ต้องเลื่อนอะไรเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การกำหนดตารางการเรียนการสอนในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องยากสำหรับหน่วยงานกลาง ที่จะต้องศึกษา วางแผนอย่างรอบครอบ เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์มากที่สุด

และแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้นักเรียนเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เครียด และขาดความกระตือรือร้นในการเรียน

แต่ สพฐ.ยืนยันเเล้วว่า นักเรียนจะมี “วันหยุด” แน่นอน ถ้าโรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้

ต้องรอชมฝีมือ “ผู้บริหารโรงเรียน” ว่าจะมีศักยภาพในการบริหารจัดการการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมี “วันหยุด” คั่นกลาง ระหว่างภาคเรียนที่ 1 และ 2 ได้หรือไม่ !!

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_2147418

เปิดอ่าน 327 ครั้ง