www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

การศึกษาไทยลง "เหว" เพราะหลักสูตร "เลว" รังแกเด็ก ตอนที่ 1 : กว่าจะรู้จัก(ตัวตน)ก็สายเสียแล้ว!

 
     
  โพสเมื่อ : 27 ก.ค. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 14635 | คิดเห็น 57  
 
คะแนนของข่าวนี้
(87.08%-65 ผู้โหวต)
 
 

.....

โดย...กิตติศักดิ์ โถวสมบัติ นักปฏิวัติการศึกษาไทย
       
       "The only thing that interferes with my learning is my education." Albert Einstein (1879-1955)
       
       ลูกศิษย์ของผมจำนวนไม่น้อยต้องประสบกับปัญหาอันเป็นวิกฤตการณ์ของชีวิตในวันที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิตของตน หลายคนสับสน ทางเดินมืดบอด เพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรต่อ ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตนเองชอบอะไรกันแน่ จิตวิตกจนถึงกับพาตัวเองเข้าสู่ภาวะเครียดสะสม ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ หนักเข้ากลายเด็กซึมเศร้า
       
       น้ำตาของคนเป็นครูอย่างผมไหลรินด้วยความเวทนาในชะตากรรมของนักเรียนนอันเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่อัปรีย์ ปราศจากทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน
       
       ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้คำถามผุดขึ้นมาในใจของผมว่า
       
       อะไรคือปรัชญาของการศึกษาไทย?
       
       อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาไทย?

 หากเปรียบการศึกษาเป็นโรงงานที่เราใส่วัตถุดิบเข้าไป ผ่านกระบวนการผลิต คำถามที่ควรได้รับคำตอบก็คือ สุดท้ายแล้ว เราต้องการผลิตภัณฑ์ออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร?
       
       การศึกษาไทยกำลังสร้าง “คน” แบบไหนกันแน่?
       
       เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอเล่าชะตากรรมอันแสนหดหู่ของเด็กนักเรียนไทยเปรียบเทียบไปพร้อมๆกันกับระบบการศึกษาของประเทศๆหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นระบบการศึกษาที่เก่าแก่และดีที่สุดระบบหนึ่งของโลก:
       
       "ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ"
       
       ในขณะที่ปรัชญาการศึกษาของไทยเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ประเทศอังกฤษประกาศปรัชญาการศึกษาของตนชัดเจนว่า "ให้ทุกคนได้เรียนในสิ่งที่ตนเองรัก ตนเองถนัด และมีความสุขอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน" การศึกษาของประเทศนี้มุ่งผลิตคนที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผ่านการจัดการเรียนการสอนชนิดคุณภาพคับคั่งเข้มข้น นักเรียนมีโอกาสในการเลือกเส้นทางการเรียนและการประกอบอาชีพด้วยตนเอง โดยสิ่งที่นักเรียน “เลือก” เรียนนั้นจะสอดคล้องและเหมาะสมกับความถนัด ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล ลักษณาการเช่นนี้มิอาจพบได้ในบ้านเรา เพราะดูเหมือนว่า เด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีชีวิตเป็นของตนเองหรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่เคยรู้จักตัวเองเลยด้วยซ้ำ เพราะเลือกเรียนตามกระแสสังคม เลือกกทางเดินชีวิตไปตามความเชื่อฝังหัวที่ถูกยัดเยียดให้จากครู อาจารย์หรือแม้แต่พ่อแม่ของเด็กเอง
       
       "เด็กเก่งไปเรียนหมอหรือไม่ก็เรียนวิศวะ โง่มาหน่อยหรือสอบอะไรไม่ติดก็ไปเรียนครู!"
       
       ประโยคอันโง่เขลาเบาปัญญานี้ยังคงถูกเอ่ยเอื้อนอยู่เสมอ ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น เด็กบางคนไม่ยอมเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบเพราะรายได้น้อย แต่กลับทนเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบเพียงเพื่อหวังการได้รับค่าตอบแทนหรือรายได้ที่สูงในอนาคต
       
       ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "เงิน" อาจเป็นปรัชญาการศึกษาไทย
       
       ในประเทศอังกฤษ นักเรียนแต่ละคนจะได้ค้นหาตัวตนว่า ตนเองชอบอะไร ถนัดอะไร มีความสุขกับอะไร ผ่านการทดสอบที่เรียกว่า Career Testing ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ในขณะที่นักเรียนยังเรียนอยู่ใน Year 8 หรือประมาณ ม.๑ บ้านเรา โดยเป็นการทดสอบที่มีระยะเวลาต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน และมีรูปแบบการทดสอบที่หลากหลาย มิใช่เป็นเพียงแค่ Questionnaire เท่านั้น ผลการทดสอบของเด็กแต่ละคนจะถูกวิเคราะห์และถูกประเมินโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการมนุษย์เพื่อวางแผนการเรียนการสอนให้กับเด็ก โดยมีโรงเรียนและพ่อแม่ของเด็กมาร่วมรับรู้และกำหนดแนวทางของเด็กไปด้วยกัน เหตุผลที่ระบบการศึกษาอังกฤษทดสอบความถนัดของเด็กตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นเพราะว่า หลักจิตวิทยาการศึกษาของประเทศอังกฤษเชื่อว่า “เด็กหลังจากอายุ ๑๔-๑๕ ไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนลักษณะนิสัยและความถนัดได้มากนัก” การช่วยให้เด็กได้ ค้นพบตัวตน รู้จักตัวเอง (ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของคำว่าการศึกษา หรือสิกขาในภาษาบาลี)ได้ทันเวลาจึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรค่าอย่างยิ่งแก่การกระทำ
       
       เมื่อนักเรียนขึ้น Year 9 (อายุประมาณ ๑๔ ปี) จะมีการทดสอบอย่างเดียวกันนี้ที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น โดยการทดสอบจะมุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะสามด้านของเด็กดังต่อไปนี้ 1.Interest (ความสนใจ) 2. Personality (บุคลิกภาพ) และ 3. IQ (ความถนัดแต่ละด้าน)
       
       การทดสอบนี้ละเอียดถึงขนาดว่า สามารถวางอนาคตกำหนดชีวิตของเด็กได้เลย ยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งชื่นชอบและสนใจดนตรีมากๆ แต่บุคลิกภาพขาดความกล้าแสดงออก และยังมีความถนัดทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ผลการทดสอบจะถูกวิเคราะห์อย่างพินิจใคร่ครวญจากครูและนักจิตวิทยาเพื่อหาว่า นักเรียนคนนี้เหมาะกับการเรียนต่อด้านไหนและสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ในกรณีของเด็กตัวอย่างข้างต้น ผลออกมาว่า เด็กควรเรียนเพื่อเป็น Acoustical Engineer หรือ Sound Engineer มากกว่าที่จะเป็นนักดนตรี
       
       การทำแบบทดสอบ Career and Personality Testing ดังกล่าวนี้ ทำให้นักเรียนเข้าใจและรู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่า การรู้เรื่องราวสิ่งต่างๆรอบตัว แต่กลับไม่รู้จักตัวเอง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่สามารถบอกได้ว่า เราชอบอะไร เรารักอะไร เราอยากเรียนอะไร ไม่รู้ว่า เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของตนเองคืออะไร เป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์อันเป็นเส้นทางสายมรณะที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความล้มเหลวพินาศย่อยยับ
       
       การรู้จักตัวเอง (know thyself หรือในภาษาละตินว่า nosce te ipsum) จึงเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก Socrates นักปรัชญาอมตะชาวกรีกกล่าวว่า "An unexamined life is not worth living." ว่าไปแล้วก็น่าเศร้า ในขณะที่เด็กอังกฤษอายุประมาณ ๑๔-๑๕ ทราบเป้าหมายชีวิตและมีทางเดินที่แน่ชัด เด็กไทยจำนวนไม่น้อยตัดสินใจ(มีทั้งที่ตัดสินใจเอง และคนอื่นตัดสินใจให้)เรียนสายวิทย์ไม่ใช่เพราะชอบ แต่เพราะเกรดถึง! ตรงกันข้าม นักเรียนบางคนชอบเรียนวิทยาศาสตร์แต่เกรดไม่ถึงก็ไม่สามารเรียนได้ ต้องจำใจเข้าเรียนสายศิลป์ ที่น่าเวทนายิ่งกว่านั้นก็คือ เรียนมาจวนจะจบม.๖ แล้ว นักเรียนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้เลยว่า จะเรียนอะไรต่อ นั่นก็เป็นเพราะว่า เด็กไทยสอบวัดแววความถนัดกันในชั้นระดับ ม.๖ ซึ่งเป็นการทดสอบความถนัดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงโดยใช้แบบทดสอบเพียงลักษณะ เดียวคือแบบปรนัย ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ขาดความคงเส้นคงวา และได้ข้อมูลเพียงมิติเดียวเท่านั้น การวัดแววในลักษณะนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการสุ่มทดสอบแหล่งน้ำเพียงสองสามแหล่ง แล้วสรุปเ หมารวมว่า น้ำทั้งประเทศเป็นอย่างไร!
       
       มีแต่คนสิ้นคิดเท่านั้นที่เชื่อถือวิธีการเช่นนี้!
       
       ผลจากการสอบวัดแววลวงโลก เด็กไทยจำนวนไม่น้อยจึงเข้าไปเรียนในสาขาที่ตนเองไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ และไม่มีความถนัดจริงๆ แต่บังเอิญทำคะแนนได้ดี! สุดท้ายก็ไม่มีความสุขในชีวิต เรียนไปเครียดไป เป็นสาเหตุของโรคร้าย ทำร้ายตัวเองทางอ้อม ซึ่งเท่ากับจุดระเบิดเวลาฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง
       
       ซุนวูเขียนไว้ในตำรายุทธพิชัยของเขาว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" เด็กไทยไม่รู้เรา รู้แต่เขา แถมบางทีอาจรู้ครึ่งๆกลางๆ จะไปชนะใครได้?
       
       วันที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ ผมตกตะลึงอย่างเบิกบานใจ เหตุเพราะถูกชโลมด้วยแสงแห่งความหวังที่ฉายส่องแสดงทางรอดของการศึกษาไทยให้กระจ่าง แนวคิดทางการศึกษาของประเทศอังกฤษสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า อิทธิบาท ๔ อันหมายถึงวิถีหรือหนทางสู่ความสำเร็จสี่ประการ โดยมี ข้อที่หนึ่งซึ่งก็คือ “ฉันทะ” เป็นตัวนำ ฉันทะ หมายถึง ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น การศึกษาของประเทศอังกฤษเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนด้วยฉันทะ มีความรักความชอบเป็นตัวนำ การเรียนอะไรด้วยใจรัก เปรียบเหมือนรถที่ออกตัวด้วยความแรง ซึ่งแน่นอนว่า หากมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียรขับอย่างมีสติต่อไป ย่อมถึงจุดหมายได้ไม่ยาก
       
       แล้วเด็กเราล่ะ เอาอะไรเป็นตัวนำ? 
       
       การศึกษาดีๆ มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง ศธ.หรือใครก็ตามที่มีอำนาจ เคยคิดเอามาใช้บ้างไหม? 
       
       ไม่เคยเห็น ไม่เคยสนใจและใส่ใจเอามาใช้ เพราะเป็นกบในกะลา หรือ วันๆมุ่งแต่จะโกงกิน?
       
       ตอนต่อไป ผมจะมาเล่าสู่กันฟังครับว่า บ้านเขาจัดการเรียนการสอนกันอย่างไรจึงสามารถผลิตพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ และบ้านเราจัดการเรียนการสอนกันอย่างไร เราถึงได้เป็นประเทศที่ “กำลังพัฒนา” แต่ไม่ยอมเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” เสียที!



ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ทำอย่างไร?...ถึงจะทำให้คนในชาติเกิดค่านิยมไทย [395]
ถึงเวลาตัดติ่งอุดมศึกษาที่ไร้คุณภาพเสียที [846]
ปฏิรูปการศึกษา (3) ต้องเริ่มต้นที่บ้าน [924]
เผยโฉม18 สปช.การศึกษา ลุ้น"ปรับ-ไม่ปรับ"โครงสร้าง ศธ. [1330]
เด็กอนุบาล อ่าน เขียนคล่อง [2499]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)