www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

 
     
  โพสเมื่อ : 25 พ.ค. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 8620 | คิดเห็น 15  
 
คะแนนของข่าวนี้
(65.71%-7 ผู้โหวต)
 
 

.....

วีรพงษ์ รามางกูร : การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

 

กระแสทรรศน์ มติชน 23 พ.ค. 2556


เห็นข่าวเรื่องการโต้เถียงกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับผู้นำชุมชนในเรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียน 50-60 ลงมาถึง 20-30 คน เพื่อให้รวมกันไปเรียนที่โรงเรียนใหญ่ขึ้น ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาที่เถียงกันไม่จบ ถ้าหากไม่ได้ลงไปสัมผัสด้วยตนเองในพื้นที่ นั่งนึกเอาเองในกรุงเทพฯหรือในหัวเมืองใหญ่ๆ ก็คงไม่ได้

ชนบทไทยนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีความแตกต่างกันในเรื่องต่างๆ มากมาย ทั้งลักษณะภูมิศาสตร์ อาชีพ การคมนาคม เชื้อชาติ ศาสนา อบรม เชื่อถือ การเคลื่อนไหวย้ายถิ่น มีความเป็นพลวัตสูงต่ำไม่เท่ากัน

ปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนที่เคยมีนักเรียนเป็นจำนวนมาก เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีจำนวนน้อยลง จนถึงระดับที่ไม่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพได้ คงมีหลายอย่าง อย่างแรก ก็คงเป็นเพราะนโยบายการวางแผนครอบครัวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ขนาดของครอบครัวเล็กลง จำนวนบุตรน้อยลงจากที่เคยมี 6-7 คน ลดลงเหลือ 2-3 คน ทำให้ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลง

ประการที่สอง คุณภาพของโรงเรียนไม่เท่ากันซึ่งเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์การศึกษา โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากก็ย่อมได้รับงบประมาณมาก เพราะงบประมาณจัดให้ตามจำนวนนักเรียน การที่ได้งบประมาณต่อหัวเท่ากัน ทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมาก เกิดการประหยัด สามารถพัฒนาอุปกรณ์การเรียนการสอนได้ตามกรอบงบประมาณที่ตนได้รับ อุปกรณ์การเรียนการสอนก็มีการใช้อย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่า

กิจกรรมทุกอย่างไม่ใช่แต่การศึกษา ต้องมีขนาดที่เหมาะสม จึงจะทำกิจกรรมนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนก็เหมือนกัน ต้องไม่เล็กเกินไปและต้องไม่ใหญ่เกินไป จนดูแลไม่ทั่วถึง ขนาดที่เหมาะสมคงจะคำนวณด้วยสูตรสำเร็จแล้วใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้ คงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ด้วย

ประการต่อไป เป็นเรื่องประสิทธิภาพของครูและผู้บริหาร ถ้าโรงเรียนมีครูแค่ 2-3 คน สอนหนังสือ 6 ชั้น ชั้น ป.1 ถึง ป.6 ทำอย่างไรการสอนก็ไม่มีทางมีประสิทธิภาพได้ เพราะครูไม่ใช่เครื่องจักร ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เพิ่มจำนวนครูให้มากเหมือนกับโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่มีนักเรียนน้อย ก็ท่าจะดี เพราะครูจะได้เอาใจใส่นักเรียนได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ปัญหาก็คงมีอีกในแง่ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นข้อหลัก

อีกข้อหนึ่ง ทางด้านจิตวิทยา ลองคิดดูถ้ามีครู 20 คน แต่มีนักเรียนเพียง 40 คน โรงเรียนนั้นก็คงจะผิดปกติ ครูก็คงจะไม่มีจิตใจอยากจะสอน ผลตอบแทนของครูนั้นไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว แต่ผลทางจิตวิทยาอย่างอื่น เป็นผลงานของตน ได้เห็นลูกศิษย์ลูกหาประสบความสำเร็จด้วยก็คงจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูก



สมัยก่อนบ้านเมืองยังไม่เจริญ ภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมทั้งภาคกลาง ส่วนผู้คนนิยมอยู่กันเป็นหมู่บ้าน ไม่อยู่ที่ไร่นา สมัยนี้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้น ภาคเกษตรมีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งแปลงผักสวนผลไม้ การประมงน้ำจืด การเลี้ยงเป็ดไก่ สุกร โคเนื้อ โคนม และอื่นๆ ความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในไร่นาเรือกสวนบ่อปลาบ่อกุ้งฟาร์มเป็ด ไก่ สุกร เป็นของจำเป็น จนทำให้นักมานุษยวิทยาเกิดความกังวลว่าเป็นการแตกสลายของชุมชนหมู่บ้านทำให้วัฒนธรรมดีๆ ของเราพลอยเสื่อมสลายไปด้วย

การที่ผู้คนกระจัดกระจายไปในพื้นที่ไม่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ประกอบกับระบบถนนหนทาง ยานพาหนะส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นจักรยานหรือรถปิกอัพ ก็มีกันเกือบทุกครัวเรือนแล้ว การที่ผู้ปกครองจะเลือกสถานศึกษา ที่คนคิดว่ามีคุณภาพสูงกว่า แล้วส่งบุตรหลานของตนไปที่นั้น ก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านเท่านั้น

นักเรียนที่เหลืออยู่ 20-30 คน ที่อยู่ในโรงเรียนเดิมก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปเรียนที่โรงเรียนที่ใหญ่กว่าคุณภาพสูงกว่า แต่อาจจะเป็นเพราะผู้ปกครองยากจนกว่า ไม่สามารถขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งได้ก็เลยต้องทนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป แต่ถ้ามีรถรับส่งหรือมีเงินค่ารถแล้ว ก็ยินดีที่จะไปเรียนที่โรงเรียนชุมชนที่ใหญ่กว่า

ไปอยู่ที่บ้านคลองเดื่อ หมู่ 6 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กว่า 6-7 ปีมาแล้วก็เลยได้มีโอกาสคุยกับคนสวนที่บ้านบ้าง กับผู้นำชุมชนบ้าง ว่าทำไมพ่อแม่เด็กจึงนิยมส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนท่าช้าง แทนที่จะส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนวัดอุทุมธสาสาร หรือวัดท่าเดื่อ ใกล้บ้าน ก็ได้รับคำตอบว่า โรงเรียนท่าช้างมีถึงมัธยม 6 ประการหนึ่งคุณภาพดีกว่า ดีพอๆ กับโรงเรียนในตัวอำเภอปากช่อง แล้วจะต้องขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งลูกอยู่ชั้น ป.3 คนหนึ่ง ป.6 คนหนึ่งก็ยินดีขี่รถไปรับไปส่งทุกวัน เพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่เชื่อว่ามีคุณภาพสูงกว่า

ปัญหาเด็กนักเรียนลดลงสำหรับโรงเรียนในเขตชนบท คงจะเป็นปัญหาของกระทรวง ศึกษาฯไปอีกเป็นเวลานาน คงต้องทำการศึกษา และต้องทำความเข้าใจกับชุมชน



ปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อน เป็นระยะเวลาที่อัตราการเกิดและอัตราการอยู่รอดของทารกมีสูงมาก ผู้คนในเขตชนบทหลายรายมีจิตศรัทธา ยกที่ดินให้ทางการสร้างโรงเรียน เพื่อบุตรหลานของตนไม่ต้องเดินทางไปโรงเรียนไกล เพราะสมัยก่อน ถนนหนทางไม่ดี เด็กต้องเดินด้วยเท้า รองเท้าจะใส่เดินก็ไม่มี การเดินทาง 2-3 กิโลเมตร ก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว ถนนหนทางก็ดีขึ้น ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ทุกคนมีรองเท้าใส่ นอกจากเขตห่างไกลจริงๆ จึงจะไม่มีรองเท้าใส่ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนมีรถจักรยานยนต์ 1 คัน บางครัวเรือนมีมากกว่า 1 คัน นอกจากนั้นยังมีรถเมล์รถสองแถว มาคอยรับนักเรียนจากบ้านถึงโรงเรียนและจากโรงเรียนถึงบ้าน ค่ารถอาจจะแพงหน่อยแล้วแต่ระยะทาง โดยเอกชนเป็นคนจัด แม้อยู่ในชนบทก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหา แต่ต้องยึดหลักความจริงว่า ชนบทของเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาล แต่ละแห่งแต่ละที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน ความคิดความอ่านไม่เหมือนกัน ความรู้สึกความเชื่อถือไม่เหมือนกัน

เมื่อจะยุบโรงเรียน ที่มีนักเรียนน้อยไปรวมกับโรงเรียนใหญ่ ระยะทางไกลจากบ้านมากกว่า ก็ควรชดเชยค่ารถสองแถว หรือรถเมล์ หรือจัดรถเอกชนให้ไปรับส่ง เท่านั้นอาจจะไม่พออาจจะต้องทำประชาพิจารณ์ด้วยว่า ชุมชนยินดีที่จะให้ลูกหลานไปเรียนโรงเรียนที่ดีกว่าหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการก็ไม่ควรจะฝืนทำ เพราะจะไม่ได้รับความร่วมมือ

แต่ดูตามสถานการณ์ที่เห็นที่ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง แล้วท่าจะเป็นที่ยินดี ถ้าหากจะช่วยค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ลูกหลานของเขาได้ไปเรียนในโรงเรียนที่ใหญ่กว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

ที่สำคัญคือ เด็กจากโรงเรียนที่ถูกยุบต้องได้เข้าโรงเรียนที่ดีกว่า


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
สเปกรัฐมนตรีศึกษายุค คสช. [2276]
เดินหน้าประเทศไทย กับการสร้างค่านิยม 12 ประการ [2911]
“จ้างทำวิทยานิพนธ์ สู่หายนะการศึกษาไทย” [2770]
รากลึกปัญหาการศึกษา..ต้องใช้วิธีพิเศษถึงจะแก้ไขได้ [1406]
คิดอย่างไรกับการประกันคุณภาพการศึกษาและ สมศ. [2262]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)