www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2558
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
 

ซวย!! บอร์ด ก.ค.ศ.ให้ ผอ.ร.ร.เพิกถอนครูผู้ช่วย 344 ราย

 
     
  โพสเมื่อ : 17 พ.ค. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 12311 | คิดเห็น 80  
 
คะแนนของข่าวนี้
(75.56%-18 ผู้โหวต)
 
 

.....

 มติบอร์ด ก.ค.ศ.ให้ทำหนังสือแจ้ง อ.ก.ค.ศ.เขตฯ ให้ ผอ.ร.ร.เพิกถอนบรรจุ ขรก.ครูผู้ช่วย 344 รายตามที่ดีเอสไอชี้เข้าข่ายทุจริตสอบ หลังหารือนานกว่า 2 ชม.โดยปิดประตูล็อคกลอนเชิญคนไม่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด “พงศ์เทพ” เชื่อ ผอ.ร.ร.จะทำตาม ชี้การแจ้งเป็นถ้อยคำตาม กม.แต่นัยยะคือการสั่ง ขณะที่ เลขาธิการ ก.ค.ศ.เตรียมส่งหนังสือไป อ.ก.ค.ศ.เขตฯสัปดาห์หน้า
       
       วันนี้ (17 พ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการ (ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ก.ค.ศ.ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ส่งหนังสือถึง ก.ค.ศ.และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 119 เขตเพื่อให้พิจารณาเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 344 ราย เนื่องจากเห็นว่าบุคคลเหล่านี้กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ และมีมติให้ ก.ค.ศ.แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา แจ้งให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง ตามมาตรา 53 ซึ่งหมายถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ดำเนินการมาตรา 49 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สั่งให้ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะได้กระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการและบกพร่องในศีลธรรม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 344 รายนั้นยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งทั้งหมด ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงมีอำนาจดำเนินการได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วเท่านั้น โดยใช้อำนาจอำนาจตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ
       
       “มติดังกล่าวดำเนินการโดยใช้อำนาจของตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามที่กฏหมายให้ ส่วนที่ไม่ใช้ คำว่า “สั่ง” ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งดำเนินการเพิกถอน แต่ใช้คำว่า “แจ้ง” นั้นเป็นการใช้คำตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จะเข้าใจและดำเนินการจะทำตามมติ ก.ค.ศ.เพราะโดยนัยยะก็คือการสั่ง และในการประชุมครั้งต่อไป ก.ค.ศ.จะต้องกลับมารายงานว่าผู้อำนวยการโรงเรียนได้สั่งให้ออกราชการไปครบหรือยัง” นายพงศ์เทพ กล่าว
       
       ด้าน นางรัตนา ศรีหิรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า ก.ค.ศ.จะทำหนังแจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำเนินการตามมติดังกล่าว และคิดว่าทางผู้อำนวยการโรงเรียนจะดำเนินการตามมติของ ก.ค.ศ.เพราะถ้าไม่ทำ ก็ถือว่าไม่ดำเนินการตามมติที่ ก.ค.ศ.แจ้งไป ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ พูดชัดเจนว่าคำว่า “แจ้ง” ถือเป็นภาษากฎหมายเท่านั้น แต่โดยนัยยะต้องปฏิบัติตาม
       
       “ทั้ง 344 รายที่ดีเอสไอ เห็นว่าบุคคลเหล่านี้กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ ทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกันและมีคะแนนสอบที่สูงผิดปกติ นั้นยังไม่ได้รับการบรรจุทกคน ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงสามารถดำเนินการได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ก.ค.ศ.ไม่มีอำนาจไปดำเนินการอะไรได้ เพราะถือว่ายังไม่เข้ารับราชการ แต่ทั้ง 344 รายก็ถือว่าถูกขึ้นบัญชีดำ ซึ่งตามระเบียบแล้วไม่สามารถกลับมารับราชการครูได้อีก” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม ก.ค.ศ.เมื่อถึงวาระการพิจารณาผลสอบสวนการสอบกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วย ได้มีการเสนอว่าควรให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุมทั้งหมด ให้มีเฉพาะคณะกรรมการ ก.ค.ศ.เท่านั้น โดยให้หุตผลว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นที่สนใจของสังคมจึงต้องการให้อยู่เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นและตลอดการพิจารณาเรื่องนี้ได้มีการล็อกประตูห้องด้วย ซึ่งที่ประชุมใช้เวลาหารือเรื่องนี้กว่า 2 ชั่วโมง


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ


สั่งให้ออก! 344 ครู ผช.ทุจริตสอบ สั่งเขต-ร.ร.ลงดาบศธ.เปิดชื่อ3บิ๊กสพฐ. ส่อผิดวินัยร้ายแรง

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ก.ค.ศ.ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ส่งหนังสือถึง ก.ค.ศ. และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 119 เขต ให้พิจารณาเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู ในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ในครั้งที่ผ่านมา จำนวน 344 ราย เนื่องจากเห็นว่าบุคคลเหล่านี้กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ ทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกัน และมีคะแนนสอบที่สูงผิดปกติ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้สำนักงาน ก.ค.ศ.แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 119 เขต ให้แจ้งผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหมายถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ดำเนินการตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ สั่งให้ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเหล่านี้ออกจากราชการ 

"ดีเอสไอได้แจ้งว่า ทั้ง 344 รายขาดคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะได้กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบเข้ารับราชการและบกพร่องในศีลธรรม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 344 รายดังกล่าวยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยทั้งหมด ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงมีอำนาจดำเนินการได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วเท่านั้น โดยใช้อำนาจตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้ ส่วนที่มติ ก.ค.ศ.ไม่ใช้คำว่า ?สั่ง? ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งดำเนินการเพิกถอน แต่ใช้คำว่า ?แจ้ง? เพราะเป็นการใช้คำตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนจะเข้าใจและดำเนินการตามมติ ก.ค.ศ. และในการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งต่อไป สำนักงาน ก.ค.ศ.จะต้องมารายงานว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้สั่งให้ออกราชการไปครบแล้วหรือยัง" นายพงศ์เทพกล่าว

นางรัตนา ศรีหิรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าสำนักงาน ก.ค.ศ.จะทำหนังสือแจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้ดำเนินการตามมติดังกล่าว และคิดว่าทางผู้อำนวยการโรงเรียนจะดำเนินการตามมติของ ก.ค.ศ. เพราะถ้าไม่ทำ ก็ถือว่าไม่ดำเนินการตามมติที่ ก.ค.ศ.แจ้งไป ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็พูดชัดเจนว่า คำว่า "แจ้ง" ถือเป็นภาษากฎหมายเท่านั้น แต่โดยนัยยะต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 344 รายที่ดีเอสไอเห็นว่า กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบนั้น ยังไม่ได้รับการบรรจุทุกคน ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงสามารถดำเนินการได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ก.ค.ศ.ไม่มีอำนาจไปดำเนินการอะไรได้ เพราะถือว่ายังไม่เข้ารับราชการ แต่ทั้ง 344 รายนี้ถือว่าถูกขึ้นบัญชีดำ ซึ่งตามระเบียบแล้วไม่สามารถกลับมารับราชการครูได้อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาวาระผลการสอบสวนทุจริตการสอบครูผู้ช่วย ได้เชิญบุคคลอื่นออกจากห้องประชุมทั้งหมด และให้เหลือแต่เฉพาะคณะกรรมการ ก.ค.ศ.เท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นที่สนใจของสังคม โดยใช้เวลาหารือเรื่องนี้กว่า 2 ชั่วโมง

แหล่งข่าวจาก ศธ.คนหนึ่ง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ดีเอสไอได้ส่งหนังสือแจ้งมายัง ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา 119 เขต ที่มีผู้สอบบรรจุครูผู้ช่วยได้คะแนนสูงผิดปกติ 344 คน ให้พิจารณายกเลิกการบรรจุ เนื่องจากเห็นว่าบุคคลเหล่านี้กระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ ทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกัน และมีคะแนนสอบที่สูงผิดปกตินั้น ทาง

ดีเอสไอยังได้แนบเอกสารประกอบคำให้การต่อเจ้าพนักงานคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเนื้อหาเอกสารส่วนหนึ่งได้ระบุถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดของ ศธ. ซึ่งในข้อที่ 3 ของข้อสรุประบุว่า "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯพิจารณาเห็นว่า ควรมีการรายงานผู้บังคับบัญชาให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ทราบ และดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการพลเรือนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีกรณีมีมูลสงสัยว่า เป็นผู้ร่วมกระทำผิดวินัย กรณีละเลยหรือจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ของนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นกรณีมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ประกอบกับนายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบอันสำคัญในการดำเนินการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งนี้ อยู่ในข่ายผิดวินัยดังกล่าว" 

นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ รองผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอส่งเอกสารหลักฐานเป็นคำให้การของนายพิษณุ ตุลสุข หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดของ ศธ. และ ดร.ชอบ ลีซอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบของผู้เข้าสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ประจำคณะกรรมการศูนย์ให้คำปรึกษาและติดตามผลการคัดเลือกครูผู้ช่วย เรื่องการวิเคราะห์สถิติผู้กระทำความผิด และในส่วนของดีเอสไอที่พบหลักฐานว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งดีเอสไอได้ส่งเอกสารทั้ง 3 ส่วนไปยังเขตพื้นที่การศึกษา

นายธานินทร์กล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีการตัดต่อคำให้การของนายพิษณุ หรือ ดร.ชอบ เนื่องจากเกรงว่าจะผิดวัตถุประสงค์ โดยทั้ง 2 คน ให้การเป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้ผลสอบสวนของคณะกรรมการที่แต่ละคนเข้าไปเกี่ยวข้องในการสอบสวน โดยในคำให้การของนายพิษณุจะมีชื่อผู้เกี่ยวข้องในส่วนของ สพฐ. ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะสอบสวนต่อไป ทั้งนี้ เหตุที่ต้องแนบเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปด้วยทั้งหมด เพื่อต้องการให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯพิจารณาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะมีผลการสอบสวนและหลักฐานที่เกี่ยวข้องในระดับหนึ่งแนบมาด้วย ซึ่งเพียงพอที่จะชี้ว่าบุคคลในเขตพื้นที่ฯของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต และสามารถให้ออกจากราชการได้ ทั้งนี้ หากทาง อ.ก.ค.ศ.ยังไม่มั่นใจในพยานหลักฐานที่ดีเอสไอส่งไปให้ ก็อาจจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ โดยเรียกดูกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบว่ามีการกระทำผิด หรือมีการตอบในข้อ 34 ผิด ซึ่งเป็นประเด็นต้องสงสัยจริงหรือไม่

นายชินภัทรกล่าวว่า ในที่ประชุม ก.ค.ศ.ได้พิจารณาหนังสือที่ดีเอสไอส่งถึง ศธ. โดยในภาคผนวกมีเอกสารดังกล่าวแนบมาด้วย แต่ในที่ประชุม ก.ค.ศ.ไม่ได้หยิบยกเนื้อหาในภาคผนวกขึ้นหารือ อย่างไรก็ตาม ได้เห็นหนังสือดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ของนายพิษณุ "ผมแปลกใจว่าดีเอสไอส่งหนังสือดังกล่าวไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร ซึ่งไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นเอกสารลับ ส่วนที่มีชื่อของผมถูกพาดพิงว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงนั้น ผมไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ในเมื่อเอกสารถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว" นายชินภัทรกล่าว

นายไกรกล่าวว่า ขอไม่ยุ่งกับเรื่องนี้ และขอไม่พูด อะไรอีกแล้ว จะทำอะไรก็เรื่องของดีเอสไอ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับหนังสือที่ดีเอสไอส่งไปยัง 119 อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต 1, สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1, 2 และ 3, สพป.กำแพงเพชร เขต 1 และ 2, สพป.ขอนแก่น เขต 1, 2, 3, 4 และ 5, สพป.จันทบุรี เขต 2, สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2, สพป.ชลบุรี เขต 1 และ 2, สพป.ชัยนาท, สพป.ชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3, สพป.เชียงใหม่ เขต 5, สพป.ตรัง เขต 2, สพป.ตาก เขต 2

สพป.นครปฐม เขต 1, สพป.นครพนม เขต 1 และ 2, สพป.นครราชสีมา เขต 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7, สพป.นครศรีธรรมราช เขต 4, สพป.นครสวรรค์ เขต 1, สพป.นราธิวาส เขต 2 และ 3, สพป.น่าน เขต 1 และ 2, สพป.บึงกาฬ เขต 1, สพป.บุรีรัมย์ เขต 1, 3 และ 4, สพป.ปทุมธานี เขต 1 และ 2, สพป.ปราจีนบุรี เขต 1, สพป.ปัตตานี เขต 1, สพป.พะเยา เขต 1, สพป.พัทลุง เขต 2, สพป.พิจิตร เขต 2, สพป.พิษณุโลก เขต 2 และ 3, สพป.เพชรบุรี เขต 2, สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 และ 3, สพป.แพร่ เขต 1 และ 2

สพป.มหาสารคาม เขต 1, สพป.มุกดาหาร เขต 1, สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2, สพป.ยโสธร เขต 2, สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 และ 2, สพป.ระยอง เขต 1 และ 2, สพป.ราชบุรี เขต 1, สพป.ลพบุรี เขต 1, สพป.เลย เขต 1, 2 และ 3, สพป.ศรีสะเกษ เขต 1, 2 และ 4, สพป.สกลนคร เขต 1, 2 และ 3, สพป.สงขลา เขต 2, สพป.สตูล, สพป.สระบุรี เขต 1 และ 2, สพป.สิงห์บุรี, สพป.สุรินทร์ เขต 1, 2 และ 3, สพป.หนองคาย เขต 2, สพป.หนองบัวลำภู เขต 1, สพป.อำนาจเจริญ, สพป.อุดรธานี เขต 1, 2, 3 และ 4, สพป.อุทัยธานี เขต 2 และ สพป.อุบลราชธานี 1, 2, 3 และ 4

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 (กรุงเทพมหานคร), สพม.เขต 4 (ปทุมธานี-สระบุรี), สพม.เขต 6 (ฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการ), สพม.เขต 7 (ปราจีนบุรี-นครนายก-สระแก้ว), สพม.เขต 9 (สุพรรณบุรี-นครปฐม), สพม.เขต 10 (เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-สมุทรสงคราม-สมุทรสาคร), สพม.เขต 18 (ชลบุรี-ระยอง), สพม.เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู), สพม.เขต 20 (อุดรธานี), สพม.เขต 21 (หนองคาย), สพม.เขต 24 (กาฬสินธุ์), สพม.เขต 25 (ขอนแก่น), สพม.เขต 27 (ร้อยเอ็ด), สพม.เขต 29 (อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ), สพม.เขต 30 (ชัยภูมิ), สพม.เขต 31 (นครราชสีมา), สพม.เขต 33 (สุรินทร์), สพม.เขต 40 (เพชรบูรณ์), สพม.เขต 41 (กำแพงเพชร-พิจิตร), สพม.เขต 42 (นครสวรรค์-อุทัยธานี) และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

ดร.ชูเกียรติ วิเศษเสนา ผู้อำนวยการ สพม. เขต 31 นครราชสีมา เปิดเผยว่า มีผู้สมัครสอบแข่งขันบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ในสังกัด สพม. เขต 31 รวมทั้งสิ้น 1,386 คน จากจำนวนรับบรรจุ 9 อัตรา ใน 9 สาขาวิชาเอก โดยมีผู้ขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิสอบ 3 คน แยกเป็นไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 2 คน และสมัครซ้ำซ้อนมากกว่า 1 เขตพื้นที่ฯ 1 คน นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัครอีก 13 คน ที่เอกสารวุฒิการศึกษาวิชาเอกที่นำมาสมัครไม่ชัดเจน หรือจบไม่ตรงกับวิชาเอกที่สมัคร อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มนี้ทาง ก.ค.ศ.จะให้สิทธิสมัครสอบไปก่อน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาคุณสมบัติเพื่อตัดสิทธิตามหลักเกณฑ์อีกครั้ง ส่วนขั้นตอนเรื่องการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบนั้น ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมาได้ตอบรับแล้วในราคาว่าจ้างดำเนินการ 1.4 ล้านบาท ส่วนสนามสอบแข่งขันใช้สถานที่อาคารภายในโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย 

"ขอให้ผู้สมัครสอบอย่าหลงเชื่อกลุ่มผู้ไม่หวังดีแสวงหาผลประโยชน์จากการสอบครั้งนี้ โดยการโฆษณาชวนเชื่อ ว่าสามารถวิ่งเต้น หรือแอบอ้างว่าจะช่วยเหลือโกงข้อสอบได้" ดร.ชูเกียรติกล่าว

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการ สพป.นครราชสีมา เขต 3 กล่าวว่า มี ผู้สมัครสอบทั้งสิ้น 2,749 คน แยกเป็นวิชาเอกคอมพิวเตอร์ 968 คน คณิตศาสตร์ 130 คน วิทยาศาสตร์ 402 คน ดนตรีศึกษา 43 คน ภาษาไทย 70 คน สังคมศึกษา 735 คน และปฐมวัย 401 คน โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ตั้งคณะทำงานศึกษาดี-เสีย ขึ้นเงินเดือนครูแบบขั้น-แบบช่วง [1078]
สกสค.จ่อเรียกเงิน 2.5 พันล.พร้อมดอกเบี้ยคืนจาก บ.บิลเลี่ยนฯ [343]
สมศ.ย้ำรอบสี่ประเมินออนไลน์ทุกแห่ง [399]
ดันลดหย่อนภาษี 3 เท่าช่วยการศึกษา [274]
“พินิติ”ชูนโยบาย 4 คุณ 4 สูงพัฒนาอุดมศึกษา [51]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)