www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

คลังเปิดร่าง พ.ร.บ.กบข.ใหม่ สยบปัญหาผลตอบแทนสิทธิประโยชน์ไม่เป็นธรรม

 
     
  โพสเมื่อ : 12 เม.ย. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 28913 | คิดเห็น 186  
 
คะแนนของข่าวนี้
(57.47%-79 ผู้โหวต)
 
 

.....

เปิดร่างแก้ไข พ.ร.บ. กบข. ใหม่ เปิดทางสมาชิกที่สมัครใจเข้าร่วมมีโอกาสตัดสินใจเลือกใหม่อีกครั้ง สยบปัญหาผลตอบแทน–สิทธิประโยชน์ไม่เป็นธรรม เล็งชง ครม. ไฟเขียววันนี้ พร้อมประเมินจะมีสมาชิกเลือกลาออกจาก กบข.กว่า 7.3 แสนราย หรือ 75% คาดใช้งบประมาณอีกกว่า 2.46 หมื่นล้านบาทต่อปี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 เม.ย.นี้ ทางกระทรวงการคลังจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งเป็นการปรับแก้ไขกฎหมาย กบข. ปี 2539 เพื่อรักษาความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่เป็นและไม่เป็นสมาชิก กบข. การให้โอกาสแก่สมาชิกที่สมัครใจเข้า กบข. โดยสำคัญผิดทั้งที่เป็นข้าราชการและผู้รับบำนาญได้เลือกตัดสินใจใหม่ รวมทั้งภาระงบประมาณที่รัฐสามารถรับภาระได้ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง

เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากสมาชิก กบข. ในเรื่องเงินประเดิม และเงินชดเชย รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินที่รัฐจ่ายให้ผู้รับบำนาญเป็นเงินก้อน ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้อย่างมีนัยสำคัญ และไม่พอดีกับบำนาญที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้รับบำนาญที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก กบข. เพราะข้อสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณเงินประเดิมและเงินชดเชยลดต่ำลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ในปี 39 ซึ่งเป็นปีที่จัดตั้ง กบข. ซึ่งปัญหาดังกล่าวนำมาสู่ข้อเรียกร้องของสมาชิก กบข. โดยสมัครใจ ซึ่งพิจารณาโดยภาพรวมแล้วสามารถแยกข้อเรียกร้องออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเงินรายเดือนหรือบำนาญ และส่วนที่เป็นเงินก้อนที่ได้รับจาก กบข.

ทั้งนี้ ทางกรมบัญชีกลางได้ดำเนินการจ้างให้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาแนวทางการช่วยเหลือผู้รับบำนาญ ด้านการปรับสูตรการคำนวณบำนาญและการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ โดยได้เสนอแนวทางการช่วยเหลือสมาชิก กบข. โดยสมัครใจ ดังนี้ 1. เพิ่มเงินประเดิมและเงินชดเชยอีก 50% (เพิ่มจาก 2% เป็น 3% ของเงินเดือนข้าราชการ) และนำเวลาราชการส่วนที่เกิน 35 ปี
ไปคำนวณเงินบำนาญเพิ่ม 0.5 หรือ 0.7 ต่อปี

หรือ 2. เปิดโอกาสให้กลุ่มที่เป็นสมาชิก กบข.โดยสมัครใจ ทั้งที่อยู่ในระบบราชการ และที่เกษียณอายุราชการแล้ว มีสิทธิเลือกว่าจะรับบำนาญตามระบบเดิม (สูตรการคำนวณบำนาญตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ปี 2494 คือ บำนาญ เท่ากับ เงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ หาญด้วย 50 แต่ต้องไม่เกินเงินเดือนเดือนสุดท้าย) หรือระบบ กบข. (สูตรการคำนวณบำนาญตาม พ.ร.บ. กบข. ปี 2539 คือ บำนาญ เท่ากับ อัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ หาญด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)

ทั้งนี้ หากสมาชิก กบข.เลือกรับบำนาญตามสูตรเดิม สมาชิกผู้นั้นจะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวคืนจาก กบข. และจะได้เพิ่มเงินประเดิมและเงินชดเชยอีก 50% (เพิ่มจาก 2% เป็น 3% ของเงินเดือนข้าราชการ) และนำเวลาราชการส่วนที่เกิน 35 ปี ไปคำนวณเงินบำนาญเพิ่ม 0.5% หรือ 0.7% ต่อปี แต่จะไม่มีสิทธิได้รับเงินก้อน (เงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว) และต้องนำเงินดังกล่าวที่เคยรับไปแล้ว ส่งคืนคลังภายในวันที่ 30 มิ.ย.57 โดยให้เงินดังกล่าวส่งเข้าบัญชีสำรอง เพื่อให้ กบข.นำเงินดังกล่าวไปบริหารเพื่อให้เกิดดอกผลเพื่อรองรับภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับประมาณการ ภาระงบประมาณที่ต้องใช้ตั้งแต่ปี 2558 เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ จะต้องมีภาระงบประมาณอีกปีละ 24,600 ล้านบาท จากสมมติฐานว่าผู้ที่เป็นสมาชิก กบข. โดยสมัครใจทั้งที่เป็นข้าราชาการและผู้รับบำนาญ จะมีแนวโน้มกลับไปเลือกบำนาญตามเดิม หากผู้นั้นมีอายุราชการมากกว่า 25 ปี และมีอายุ ณ วันที่สมัครเป็นสมาชิก กบข. เกินกว่า 40 ปี คาดว่าจะมีสมาชิก กบข.เลือกลาออก จำนวน 733,282 คน หรือ 75% ของจำนวนสมาชิก กบข. จำนวน 977,709 คน แบ่งเป็นข้าราชการบำนาญ 261,000 คน และข้าราชการปัจจุบัน 766,200 คน

“จากคาดการณ์ภาระเงินงบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้กับผู้มีสิทธิทั้งหมด ทั้งที่เป็นสมาชิก กบข.โดยสมัครใจและ
โดยผลทางกฎหมาย รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2601 จะมีจำนวน 21.38 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 486,000 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐจะได้รับคืน จากกรณี สมาชิก กบข. เลือกลาออกประมาณ 219,000 ล้านบาท จะส่งเข้าบัญชีสำรอง เพื่อให้ กบข. นำเงินดังกล่าวไปบริหารเพื่อให้เกิดดอกผลเพื่อรองรับภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต”

พร้อมกันนี้ จะเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่รับราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 ซึ่งยังไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. ในครั้งแรก สมัครเป็นสมาชิก กบข. โดยกระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับสมัครสำหรับบุคคลดังกล่าวต่อไป.




ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ



เปิดทาง กบข.ใช้สูตรเดิม ภาระพุ่ง9.5แสนล.

คลังเสนอ ครม.วันนี้ อนุมัติแก้ไขกฎหมายกบข.เปิดทางให้สมาชิกกบข.เลือกกลับไปใช้ระบบบำนาญแบบสูตรเดิมคาด ภาระเพิ่มขึ้น 9.5 แสนล้านบาท

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอังคารที่ 9 เมษายนนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมพิจารณาอนุมัติแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สาระสำคัญ คือ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกบข.โดยสมัครใจมีโอกาสเลือกอีกครั้งว่า ประสงค์จะเป็นสมาชิกกบข.ต่อไป หรือ ลาออกจากการเป็นสมาชิกกบข. เพื่อกลับไปรับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 รวมทั้ง เปิดโอกาสให้ราชการที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกบข.ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกบข.ด้วย

รายงานข่าวกล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายกบข.ดังกล่าวเป็นไปตามข้อร้องเรียนของสมาชิกกบข.ที่ได้เลือกเข้าเป็นสมาชิกโดยสมัครใจในปี 2540 ที่กฎหมายกบข.มีผลบังคับใช้ เนื่องจาก เงินประเดิมและเงินชดเชย รวมทั้ง ผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่รัฐจ่ายให้ผู้รับบำนาญไม่เป็นตามที่คาดไว้และลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้รับบำนาญที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกบข. เนื่องจาก ข้อสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณเงินประเดิมและเงินชดเชยลดต่ำลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2539 ซึ่งเป็นปีที่จัดตั้งกบข. ปัญหาดังกล่าว จึงนำมาสู่ข้อร้องเรียนของสมาชิกกบข.โดยสมัครใจ โดยข้อเรียกร้องได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเงินรายเดือนหรือเงินบำนาญ ในส่วนนี้ขอแก้ไขให้ได้รับจำนวนที่เพิ่มขึ้น และ ส่วนที่ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกกบข.

ทั้งนี้ เดิมระบบราชการมีระบบบำเหน็จบำนาญเพียงระบบเดียว คือ บำเหน็จบำนาญ โดยมีสูตรในการคำนวณเงินบำนาญ คือ เงินบำนาญจะเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการและหารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกินเงินเดือนเดือนสุดท้าย โดยรัฐจะจ่ายเงินบำนาญนี้ต่อเนื่องจนผู้รับเสียชีวิตและมีจำนวนเงินเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้เกิดภาระต่องบประมาณแผ่นดิน รัฐจึงจัดตั้งกองทุนกบข.ในปี 2539 กำหนดให้ผู้ที่เข้ารับข้าราชการนับจากปีดังกล่าวต้องเข้าเป็นสมาชิก พร้อมปรับสูตรบำนาญใหม่ โดยเงินบำนาญจะเท่ากับอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการและหารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

รายงานข่าวกล่าวว่า เมื่อรัฐปรับสูตรบำนาญในทางที่ลดลง รัฐจึงดูแลผู้รับบำนาญ โดยชดเชยให้เป็นเงินก้อน ประกอบด้วย เงินประเดิม เงินชดเชย และ ผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว ซึ่งทำให้ผู้รับบำนาญได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รัฐยังกำหนดให้มีการสะสมเงินของข้าราชการในกบข.อีก 3% ของเงินเดือน โดยรัฐจะสมทบให้อีก 3% เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลของการบริหารเงินดังกล่าวโดยกบข.ในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่สมาชิกคาดการณ์หรือในอัตรา 9% โดยผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2540-2555 เฉลี่ยที่ 7.05%

รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังได้ประมาณการภาระงบประมาณที่จะต้องใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายกบข.โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.จากการคาดการณ์ภาระงบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้กับผู้มีสิทธิทั้งหมดทั้งที่เป็นสมาชิกกบข.โดยสมัครใจและโดยผลของกฎหมาย รวมทั้ง ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกบข.ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2601 จะมีจำนวนประมาณ 21.385 ล้านล้านบาท

2.การให้สมาชิกกบข.โดยสมัครใจทั้งที่เป็นข้าราชการและผู้รับบำนาญกลับไปเลือกรับบำนาญตามสูตรเดิมจะมีภาระงบประมาณ ดังนี้คือ จากข้อสมมติฐานที่ว่า ผู้ที่เป็นสมาชิกกบข.โดยสมัครใจทั้งเป็นข้าราชการและผู้รับบำนาญจะมีแนวโน้มกลับไปเลือกรับบำนาญตามสูตรเดิม หากผู้นั้นมีอายุราชการมากกว่า 35 ปี และ มีอายุ ณ วันที่สมัครเป็นสมาชิกกบข.เกินกว่า 40 ปี ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้วปรากฏว่า จะมีข้าราชการและผู้รับบำนาญที่เป็นสมาชิกกบข.ขอกลับไปเลือกรับบำนาญตามสูตรเดิมประมาณ 75% หรือจำนวนประมาณ 7.3 แสนคน จากทั้งหมดที่มีสิทธิเลือกใหม่ประมาณ 9.8 แสนคน เมื่อนำจำนวนสมาชิกกบข.จำนวน 75% ที่คาดว่า จะกลับไปเลือกรับบำนาญตามสูตรเดิม จะต้องใช้งบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2601 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 22.467 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ส่วนแรกจำนวน 1.082 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นภาระงบประมาณจำนวน 2.46 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่เมื่อคำนวณเงินที่รัฐประหยัดได้จากการไม่ต้องส่งเงินสมทบ 3% และ เงินชดเชย 2% ของเงินเดือนจำนวน 1.32 แสนล้านบาท ภาระที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 9.5 แสนล้านบาท หรือ เฉลี่ยประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

"เราคาดว่า ภาระงบประมาณอาจน้อยกว่านั้น เพราะเชื่อว่า สมาชิกกบข.โดยสมัครใจบางคนอาจไม่เลือกแนวทางที่จะกลับมาใช้สูตรบำนาญเดิม เพราะหากกลับมา ก็จะไม่ได้เงินก้อนที่จะได้จากเงินประเดิม เงินชดเชยและเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นของเงินดังกล่าว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของสมาชิกและสำหรับข้าราชการบำนาญ ซึ่งเคยรับเงินก้อนนี้ไปแล้ว ก็จะต้องนำเงินก้อนนั้นมาคืนหลวงในระยะเวลา 1 ปีด้วย"รายงานข่าวกล่าว

รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า เนื่องจาก การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะทำให้รัฐมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นจำนวนมาก กระทรวงการคลังจึงเห็นสมควรให้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 20% ของภาระเงินบำนาญแต่ละปีเข้าบัญชีสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับภาระการจ่ายบำเหน็จบำนาญ ขณะเดียวกัน เงินก้อนที่รัฐได้เคยจ่ายจากเงินประเดิม เงินชดเชยและเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นของเงินดังกล่าวแก่สมาชิกกบข.โดยสมัครใจที่เลือกสูตรบำนาญแบบเดิม ไม่ต้องนำส่งคืนคลัง แต่ให้ส่งเข้าบัญชีสำรอง เพื่อให้กบข.นำเงินดังกล่าวไปบริหารให้เกิดดอกผล เพื่อรองรับภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเงินจำนวนนี้ มีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

"ถ้ามองในแง่ผลกระทบที่จะมีต่อเงินในกบข.ก็จะพบว่า ไม่ได้กระทบมากนัก ในทางกลับกัน ยังแข็งแกร่งขึ้น เพราะรัฐจะใส่เงินเข้าไปเพิ่ม ขณะเดียวกัน เงินชดเชย เงินสมทบต่างๆ ที่รัฐได้ใส่ไว้ให้แก่สมาชิกกบข.โดยสมัครใจ ก็ยังอยู่เหมือนเดิม"รายงานข่าวกล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว รวมทั้ง เงินบำนาญส่วนเพิ่มด้วย เนื่องจาก การดำเนินการตามแนวทางที่ให้ข้าราชการและผู้รับบำนาญ ซึ่งเป็นสมาชิกกบข.โดยสมัครใจสามารถเลือกใช้สูตรบำนาญแบบเดิมนั้น ทำให้กบข.ต้องคืนเงินสะสมที่สมาชิกได้สะสมไว้และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิก และ ทางราชการต้องคำนวณบำนาญที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้รับบำนาญ ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือและลดภาระให้แก่ข้าราชการและผู้รับบำนาญ จึงควรยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินดังกล่าว

 


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
การบรรจุผู้สำเร็จการศึกษาทุนโครงการเพชรในตม [1549]
ประกาศผลการพัฒนาข้าราชการครูฯก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. รุ่นที่ 2/2557 [2394]
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา [3955]
การจัดทำข้อมูลและรายงานตำแหน่งว่างจากผลการเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 [2582]
รมว.ศธ.หารือกับคณะกรรมการคุรุสภา [2395]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)