www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญดำเนินการแล้ว อย่าให้เสียของ

 
     
  โพสเมื่อ : 4 เม.ย. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 20198 | คิดเห็น 43  
 
คะแนนของข่าวนี้
(82.08%-77 ผู้โหวต)
 
 

.....

ตามที่ได้มีข้าราชการหลายส่วนหลายหน่วยงานได้รวมตัวกัน นำโดยข้าราชการครูเป็นส่วนใหญ่ เดินทางไปเรียกร้องเพื่อให้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จ-บำนาญข้าราชการปี 2539 เนื่องจากเห็นว่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีสูตรคำนวณที่ไม่เป็นธรรมและมีเงินก้อนที่ได้รับหลังเกษียณน้อยเกินไป น้อยกว่าที่โฆษณาไว้มาก ทำให้เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วไม่สามารถบริหารจัดการการเงินการทองหลังจากเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องประสบความลำบากยามแก่เฒ่าไม่สมกับความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อเรียกร้องที่ยังไม่ชัดเจน แกนนำยังไม่ตกผลึกในประเด็นต่างๆที่เคยขอแก้ไขมา การเสนอขอแก้ไขและการออกมารับปากของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็รับปากเพียงประเด็นเดียว คือจะยินยอมให้ข้าราชการที่บรรจุก่อน พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ2539ประกาศใช้ และได้สมัครเป็นสมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการสามารถลาออกได้โดยได้รับเงินออมพร้อมดอกเบี้ยและยินดีให้ข้าราชการที่เกษียณไปแล้วและได้รับเงินก้อน กบข. ไปแล้วสามารถกลับมาใช้สูตรเดิมคือสูตร พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการปี 2494 (ในประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องคืนกี่ส่วน เงินทั้งหมดมีสามส่วน คือเงินประเดิม เงินสมทบและเงินออมถ้าสมาชิกต้องคืนถึงสองส่วนพร้อมดอกเบี้ยคงเป็นภาระไม่น้อย :ผู้เขียน)

ถ้าการแก้ไข พรบ.กองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการเพียงแค่นี้ถือว่าเสียของ ข้าราชการบางคนที่ร่วมเดินทางไปเรียกร้องอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการแก้ไข พ.ร.บ. ครั้งนี้เลย

ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆถ้าแก้ไขเพียงแค่นี้ก็คือทหาร ตำรวจ ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนในเขตประกาศกฎอัยการศึกและผู้ที่บรรจุเป็นข้าราชการตั้งแต่อายุยังน้อยคือ 18-19 ปี เพราะพวกนี้จะมีอายุราชการที่มากประมาณ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้ากลับไปใช้ตาม พ.ร.บ ปี 2494 ก็จะทำให้บุคคลเหล่านี้ได้รับบำนาญรายเดือนไม่น้อยกว่า 80% ของเงินเดือนๆสุดท้าย แต่อายุราชการ 40 ปีต้นๆก็ดูเหมือนก้ำกึ่งว่าจะลาออกจาก พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2539 ดีหรือไม่ดี เพราะถ้าได้เงินก้อนจำนวนมากพอก็น่าจะพิจารณาอยู่ต่อคงเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล แต่ถ้าอายุราชการ 45 ปีขึ้นไปควรลาออกอย่างยิ่งเพราะเงินบำนาญรายเดือนจะหายไปเพียง 10% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณเท่านั้น ขอยกตัวอย่างง่ายๆ นาย ก. เป็นข้าราชการบรรจุเมื่อ อายุ 24 ปีและสมัครเป็นสมาชิก กบข. ถ้านาย ก. เงินเดือนๆสุดท้ายก่อนเกษียณ 50,000 บาทคิดเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายได้ประมาณ 450,000 บาท (ในรุ่นหลังๆค่าเฉลี่ยจะไม่เป็นปัญหาในการคำนวณเพราะส่วนใหญ่เงินเดือนจะตันก่อนเกษียณ เนื่องจากระบบ สองขั้น ขั้นครึ่ง และหนึ่งขั้น:ผู้เขียน)

ถ้านาย ก.บรรจุเมื่ออายุ 24 ปีนาย ก จะมี อายุราชการ 36 ปีซึ่งเมื่อคำนวณตามสูตรจะเกิน 70% ของ 45,000 บาท แต่สูตรการคำนวณเงินบำนาญของระบบ กบข.ให้เอาจำนวนน้อยนาย ก. จะได้เงินบำนาญรายเดือนไม่เกิน 70% คือได้รับเดือนละ 31,500 บาทได้เงินก้อนจาก กบข. ประมาณ 1,000,000 บาทขอย้ำว่าเป็นค่าประมาณ ที่สุดแล้วแต่ว่าวันสมัครจะมีเงินเดือนมากน้อยเพียงใด แต่ถ้านาย ก. เงินเดือนตันก่อนเกษียณ 5 ปีนาย ก.จะได้รับบำนาญเดือนละ 35,000 บาท และยังอยู่ในระบบของ กบข. แต่ถ้านาย ก. ลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข. (ตามที่มีการเสนอขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้)

สูตรการคำนวณปี 2494 คือ เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ ห้าสิบ
แทนค่าในสูตรเท่ากับ 50,000×36÷50= 36,000
นาย ก. จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนๆละ 36,000 บาท
ได้เงินที่ออมกับ กบข.คืนโดยประมาณคือถ้ารัฐบาลคืนเงินประเดิมให้ด้วยก็จะได้ประมาณ 600,000 บาท แต่ถ้าให้เฉพาะเงินออมคืนก็จะได้ประมาณ 300,000

นี่คือข้อเท็จจริงบางประการที่จะต้องพิจารณาคือถ้าเราลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข.โดยที่อายุราชการเราน้อยเราจะได้ไม่คุ้มเสีย ฉะนั้นในประเด็นนี้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบอย่างเข้าใจจะได้ไม่เสียใจภายหลัง

-ส่วนประเด็นถ้อยคำในการขอแก้ไขที่ยังไม่ตกผลึก และรู้สึกเป็นห่วงคือ การใช้คำว่า ไม่น้อยกว่าในกรณีการใช้คำว่าไม่น้อยกว่า ในครั้งแรกได้มีการเสนอไปแล้ว ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์โดยเสนอไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95: ซึ่งในที่สุดก็ตกไปในขั้นวุฒิสภาเหตุผล ที่ถูกตีตกเพราะมีการให้เหตุผลว่า เป็นการเสนอกฎหมายที่ขัดหลักการคือมีข้อความที่ขัดกันในตัวมันเอง

-ในระหว่างการรณรงค์เพื่อ เตรียมการเดินทางไปเรียกร้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ยังมีข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ โดยเสนอไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การเรียกร้องครั้งนี้เสียเปล่าอีกครั้งหนึ่งและในที่สุดเราจะขาดความชอบธรรมในการที่จะนำเสนอเพื่อที่จะแก้ไขในโอกาสต่อไป บางท่านหวังว่าจะให้ ส.ส. ที่รู้จักช่วยอภิปรายช่วยยกมือแต่จากการที่ได้พูดได้สนทนากับ ส.ส. หลายท่านต่างก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะถ้าเข้าใจคงไม่มีการเสนอแบบปล่อยไก่และถูกตีตกไปในที่สุด ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเรื่องน่าอาย บางท่านอาจจะคิดว่ารัฐบาลไม่จริงใจแต่จริงๆแล้วถ้ามีข้อมูลมีเหตุผล ประเทศอยู่ได้ ข้าราชการอยู่ดี ประชาชีไม่เดือดร้อน เชื่อว่ารัฐบาลพร้อมที่จะทำแต่ทำแล้วต้องเป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ที่สำคัญเมื่อแก้แล้วต้องจบไม่ก่อปัญหาใหม่ที่สำคัญต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ ถ้ายังจะดื้อรั้น เสนอเข้าไปอีก ปัญหาก็คงเดิมอีกคือ

1. เป็นการเสนอกฎหมายที่ขัดหลักการ
2.เป็นการผูกพันงบประมาณของประเทศในระยะยาวทำให้งบลงทุนเมื่อเทียบสัดส่วนกับงบประจำลดลงทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

การเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ นอกจากเสนอให้ข้าราชการที่บรรจุก่อนปี 2539 สามารถลาออกได้แล้ว ในประเด็นเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย สำหรับผู้ที่เกษียณไปแล้วจะมีผลแต่สำหรับข้าราชการรุ่นหลังๆจะไม่มีปัญหาเพราะระบบเงินเดือนขั้นครึ่งจะทำให้ข้าราชการในอนาคตตันเร็วขึ้น จะแก้หรือไม่แก้ก็พอรับได้ ถ้าแก้ได้มานิดหนึ่งก็โอเค จะเฉลี่ย 48 เดือน 36 เดือนหรือ 24 เดือนตามที่เคยเสนอไปแล้วถือว่าดีขึ้นทั้งสิ้น ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เสนอแล้วผ่านคือคำว่าไม่เกิน ส่วนที่เคยเสนอว่าไม่น้อยกว่าให้ตัดทิ้ง ต้องตัดทิ้งสถานเดียว ส่วนจะขยับได้มากแค่ไหนจากไม่เกิน 70% ถ้าสามารถขยับมาที่ไม่เกิน 75% หรือไม่เกิน 80% หรือถ้าดีที่สุดสามารถขยับมาได้ถึง 85% ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่อัตราที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 80% เป็นตัวเลขกลมๆทุกฝ่ายได้ประโยชน์พอเหมาะและรัฐบาลก็ไม่เป็นภาระจนเกินไป แต่ถ้าอยู่ในระดับไม่เกิน 75% ก็ควรจะมีการต่อรองให้รัฐสมทบเพิ่มจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ทุกฝ่ายก็น่าจะมีความสุข แต่ถ้ายังจะดึงดันในการที่จะเสนอขอแก้ไขโดยใช้คำว่าไม่น้อยกว่า อย่าว่าแต่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85% เลยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ยังไม่ได้เลยเพราะสาระในตัว พ.ร.บ.มันจะขัดกันในตัวมันเอง แต่ถ้าเอาคำว่าไม่น้อยกว่าจริงๆเพราะเป็นหลักประกันว่าจะได้ไม่น้อยกว่านี้ ก็ทำได้ครับเพราะทุกอย่างคนทำทั้งนั้น แต่ต้องโละกฎหมายเก่าทั้งสองฉบับแล้วมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ที่สุดแล้วเมื่อเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ทางการเงินการเสนอกฎหมาย จะต้องมีหลักการ มีหลักวิชาการอ้างอิง กฎหมายดังกล่าวจึงจะผ่านและการเสนอกฎหมายทางการเงินถ้าไม่มั่นใจว่าจะผ่านรัฐบาลก็จะไม่กล้าเสนอ เพราะถ้ารัฐบาลเป็นผู้เสนอถ้าไม่ผ่านโดยมารยาทรัฐบาลต้องลาออก

สุดท้ายจริงๆที่อยากจะฝากก็คือว่าฝ่ายผู้เรียกร้องต้องหาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่เข้าใจเฉพาะทางอย่างแท้จริงเพื่อช่วยให้ข้อมูล ชี้แจงผลดีผลเสียของกฎหมายฉบับนี้ จะหวังให้ ส.ส. ช่วยแต่ฝ่ายเดียวเกรงจะล้มเหลว

ก็มีความห่วงใยเพียงแค่นี้ และยินดีรับฟังข้อคิดเห็นของทุกท่านด้วยความเคารพ

ขอแสดงความนับถือ


นายเสนาะ แก้วมุกดา
ประธานชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย

 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
เดินหน้าประเทศไทย กับการสร้างค่านิยม 12 ประการ [902]
“จ้างทำวิทยานิพนธ์ สู่หายนะการศึกษาไทย” [1723]
รากลึกปัญหาการศึกษา..ต้องใช้วิธีพิเศษถึงจะแก้ไขได้ [870]
คิดอย่างไรกับการประกันคุณภาพการศึกษาและ สมศ. [1058]
ความเลวร้ายของคนในสถาบันการศึกษาชั้นสูง : คนเลว มิใช่สถาบันเลว [3207]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)