www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2558
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
 

แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญดำเนินการแล้ว อย่าให้เสียของ

 
     
  โพสเมื่อ : 4 เม.ย. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 23505 | คิดเห็น 43  
 
คะแนนของข่าวนี้
(77.93%-87 ผู้โหวต)
 
 

.....

ตามที่ได้มีข้าราชการหลายส่วนหลายหน่วยงานได้รวมตัวกัน นำโดยข้าราชการครูเป็นส่วนใหญ่ เดินทางไปเรียกร้องเพื่อให้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จ-บำนาญข้าราชการปี 2539 เนื่องจากเห็นว่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีสูตรคำนวณที่ไม่เป็นธรรมและมีเงินก้อนที่ได้รับหลังเกษียณน้อยเกินไป น้อยกว่าที่โฆษณาไว้มาก ทำให้เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วไม่สามารถบริหารจัดการการเงินการทองหลังจากเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องประสบความลำบากยามแก่เฒ่าไม่สมกับความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อเรียกร้องที่ยังไม่ชัดเจน แกนนำยังไม่ตกผลึกในประเด็นต่างๆที่เคยขอแก้ไขมา การเสนอขอแก้ไขและการออกมารับปากของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็รับปากเพียงประเด็นเดียว คือจะยินยอมให้ข้าราชการที่บรรจุก่อน พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ2539ประกาศใช้ และได้สมัครเป็นสมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการสามารถลาออกได้โดยได้รับเงินออมพร้อมดอกเบี้ยและยินดีให้ข้าราชการที่เกษียณไปแล้วและได้รับเงินก้อน กบข. ไปแล้วสามารถกลับมาใช้สูตรเดิมคือสูตร พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการปี 2494 (ในประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องคืนกี่ส่วน เงินทั้งหมดมีสามส่วน คือเงินประเดิม เงินสมทบและเงินออมถ้าสมาชิกต้องคืนถึงสองส่วนพร้อมดอกเบี้ยคงเป็นภาระไม่น้อย :ผู้เขียน)

ถ้าการแก้ไข พรบ.กองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการเพียงแค่นี้ถือว่าเสียของ ข้าราชการบางคนที่ร่วมเดินทางไปเรียกร้องอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการแก้ไข พ.ร.บ. ครั้งนี้เลย

ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆถ้าแก้ไขเพียงแค่นี้ก็คือทหาร ตำรวจ ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนในเขตประกาศกฎอัยการศึกและผู้ที่บรรจุเป็นข้าราชการตั้งแต่อายุยังน้อยคือ 18-19 ปี เพราะพวกนี้จะมีอายุราชการที่มากประมาณ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้ากลับไปใช้ตาม พ.ร.บ ปี 2494 ก็จะทำให้บุคคลเหล่านี้ได้รับบำนาญรายเดือนไม่น้อยกว่า 80% ของเงินเดือนๆสุดท้าย แต่อายุราชการ 40 ปีต้นๆก็ดูเหมือนก้ำกึ่งว่าจะลาออกจาก พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2539 ดีหรือไม่ดี เพราะถ้าได้เงินก้อนจำนวนมากพอก็น่าจะพิจารณาอยู่ต่อคงเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล แต่ถ้าอายุราชการ 45 ปีขึ้นไปควรลาออกอย่างยิ่งเพราะเงินบำนาญรายเดือนจะหายไปเพียง 10% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณเท่านั้น ขอยกตัวอย่างง่ายๆ นาย ก. เป็นข้าราชการบรรจุเมื่อ อายุ 24 ปีและสมัครเป็นสมาชิก กบข. ถ้านาย ก. เงินเดือนๆสุดท้ายก่อนเกษียณ 50,000 บาทคิดเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายได้ประมาณ 450,000 บาท (ในรุ่นหลังๆค่าเฉลี่ยจะไม่เป็นปัญหาในการคำนวณเพราะส่วนใหญ่เงินเดือนจะตันก่อนเกษียณ เนื่องจากระบบ สองขั้น ขั้นครึ่ง และหนึ่งขั้น:ผู้เขียน)

ถ้านาย ก.บรรจุเมื่ออายุ 24 ปีนาย ก จะมี อายุราชการ 36 ปีซึ่งเมื่อคำนวณตามสูตรจะเกิน 70% ของ 45,000 บาท แต่สูตรการคำนวณเงินบำนาญของระบบ กบข.ให้เอาจำนวนน้อยนาย ก. จะได้เงินบำนาญรายเดือนไม่เกิน 70% คือได้รับเดือนละ 31,500 บาทได้เงินก้อนจาก กบข. ประมาณ 1,000,000 บาทขอย้ำว่าเป็นค่าประมาณ ที่สุดแล้วแต่ว่าวันสมัครจะมีเงินเดือนมากน้อยเพียงใด แต่ถ้านาย ก. เงินเดือนตันก่อนเกษียณ 5 ปีนาย ก.จะได้รับบำนาญเดือนละ 35,000 บาท และยังอยู่ในระบบของ กบข. แต่ถ้านาย ก. ลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข. (ตามที่มีการเสนอขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้)

สูตรการคำนวณปี 2494 คือ เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ ห้าสิบ
แทนค่าในสูตรเท่ากับ 50,000×36÷50= 36,000
นาย ก. จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนๆละ 36,000 บาท
ได้เงินที่ออมกับ กบข.คืนโดยประมาณคือถ้ารัฐบาลคืนเงินประเดิมให้ด้วยก็จะได้ประมาณ 600,000 บาท แต่ถ้าให้เฉพาะเงินออมคืนก็จะได้ประมาณ 300,000

นี่คือข้อเท็จจริงบางประการที่จะต้องพิจารณาคือถ้าเราลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข.โดยที่อายุราชการเราน้อยเราจะได้ไม่คุ้มเสีย ฉะนั้นในประเด็นนี้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบอย่างเข้าใจจะได้ไม่เสียใจภายหลัง

-ส่วนประเด็นถ้อยคำในการขอแก้ไขที่ยังไม่ตกผลึก และรู้สึกเป็นห่วงคือ การใช้คำว่า ไม่น้อยกว่าในกรณีการใช้คำว่าไม่น้อยกว่า ในครั้งแรกได้มีการเสนอไปแล้ว ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์โดยเสนอไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95: ซึ่งในที่สุดก็ตกไปในขั้นวุฒิสภาเหตุผล ที่ถูกตีตกเพราะมีการให้เหตุผลว่า เป็นการเสนอกฎหมายที่ขัดหลักการคือมีข้อความที่ขัดกันในตัวมันเอง

-ในระหว่างการรณรงค์เพื่อ เตรียมการเดินทางไปเรียกร้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ยังมีข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ โดยเสนอไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การเรียกร้องครั้งนี้เสียเปล่าอีกครั้งหนึ่งและในที่สุดเราจะขาดความชอบธรรมในการที่จะนำเสนอเพื่อที่จะแก้ไขในโอกาสต่อไป บางท่านหวังว่าจะให้ ส.ส. ที่รู้จักช่วยอภิปรายช่วยยกมือแต่จากการที่ได้พูดได้สนทนากับ ส.ส. หลายท่านต่างก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะถ้าเข้าใจคงไม่มีการเสนอแบบปล่อยไก่และถูกตีตกไปในที่สุด ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเรื่องน่าอาย บางท่านอาจจะคิดว่ารัฐบาลไม่จริงใจแต่จริงๆแล้วถ้ามีข้อมูลมีเหตุผล ประเทศอยู่ได้ ข้าราชการอยู่ดี ประชาชีไม่เดือดร้อน เชื่อว่ารัฐบาลพร้อมที่จะทำแต่ทำแล้วต้องเป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ที่สำคัญเมื่อแก้แล้วต้องจบไม่ก่อปัญหาใหม่ที่สำคัญต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ ถ้ายังจะดื้อรั้น เสนอเข้าไปอีก ปัญหาก็คงเดิมอีกคือ

1. เป็นการเสนอกฎหมายที่ขัดหลักการ
2.เป็นการผูกพันงบประมาณของประเทศในระยะยาวทำให้งบลงทุนเมื่อเทียบสัดส่วนกับงบประจำลดลงทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

การเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ นอกจากเสนอให้ข้าราชการที่บรรจุก่อนปี 2539 สามารถลาออกได้แล้ว ในประเด็นเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย สำหรับผู้ที่เกษียณไปแล้วจะมีผลแต่สำหรับข้าราชการรุ่นหลังๆจะไม่มีปัญหาเพราะระบบเงินเดือนขั้นครึ่งจะทำให้ข้าราชการในอนาคตตันเร็วขึ้น จะแก้หรือไม่แก้ก็พอรับได้ ถ้าแก้ได้มานิดหนึ่งก็โอเค จะเฉลี่ย 48 เดือน 36 เดือนหรือ 24 เดือนตามที่เคยเสนอไปแล้วถือว่าดีขึ้นทั้งสิ้น ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เสนอแล้วผ่านคือคำว่าไม่เกิน ส่วนที่เคยเสนอว่าไม่น้อยกว่าให้ตัดทิ้ง ต้องตัดทิ้งสถานเดียว ส่วนจะขยับได้มากแค่ไหนจากไม่เกิน 70% ถ้าสามารถขยับมาที่ไม่เกิน 75% หรือไม่เกิน 80% หรือถ้าดีที่สุดสามารถขยับมาได้ถึง 85% ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่อัตราที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 80% เป็นตัวเลขกลมๆทุกฝ่ายได้ประโยชน์พอเหมาะและรัฐบาลก็ไม่เป็นภาระจนเกินไป แต่ถ้าอยู่ในระดับไม่เกิน 75% ก็ควรจะมีการต่อรองให้รัฐสมทบเพิ่มจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ทุกฝ่ายก็น่าจะมีความสุข แต่ถ้ายังจะดึงดันในการที่จะเสนอขอแก้ไขโดยใช้คำว่าไม่น้อยกว่า อย่าว่าแต่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85% เลยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ยังไม่ได้เลยเพราะสาระในตัว พ.ร.บ.มันจะขัดกันในตัวมันเอง แต่ถ้าเอาคำว่าไม่น้อยกว่าจริงๆเพราะเป็นหลักประกันว่าจะได้ไม่น้อยกว่านี้ ก็ทำได้ครับเพราะทุกอย่างคนทำทั้งนั้น แต่ต้องโละกฎหมายเก่าทั้งสองฉบับแล้วมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ที่สุดแล้วเมื่อเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ทางการเงินการเสนอกฎหมาย จะต้องมีหลักการ มีหลักวิชาการอ้างอิง กฎหมายดังกล่าวจึงจะผ่านและการเสนอกฎหมายทางการเงินถ้าไม่มั่นใจว่าจะผ่านรัฐบาลก็จะไม่กล้าเสนอ เพราะถ้ารัฐบาลเป็นผู้เสนอถ้าไม่ผ่านโดยมารยาทรัฐบาลต้องลาออก

สุดท้ายจริงๆที่อยากจะฝากก็คือว่าฝ่ายผู้เรียกร้องต้องหาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่เข้าใจเฉพาะทางอย่างแท้จริงเพื่อช่วยให้ข้อมูล ชี้แจงผลดีผลเสียของกฎหมายฉบับนี้ จะหวังให้ ส.ส. ช่วยแต่ฝ่ายเดียวเกรงจะล้มเหลว

ก็มีความห่วงใยเพียงแค่นี้ และยินดีรับฟังข้อคิดเห็นของทุกท่านด้วยความเคารพ

ขอแสดงความนับถือ


นายเสนาะ แก้วมุกดา
ประธานชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย

 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจ...โรงเรียนนิติบุคคล ที่มุ่งคุณภาพผู้เรียน [610]
ฟังความเห็นแวดวงการศึกษา...′ดาว์พงษ์′นั่ง′รมว.ศธ.′ ผ่านไม่ผ่าน? [2169]
ชำแหละ..อาณาจักรหมื่นล้าน ฉบับ..พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย "เหนื่อยใจ...แต่ก็ต้องทำ" [3747]
"ภาษาไทย" รักเยี่ยงไรให้ฟินเว่อร์! [774]
การศึกษาไทยหลายเรื่องคงต้องพึ่ง ม. 44 จริงๆ [1248]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)