www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

สรรพากรขยายเวลายื่นภาษีปี 2556

 
     
  โพสเมื่อ : 26 มี.ค. 2556 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 18458 | คิดเห็น 0  
 
คะแนนของข่าวนี้
(81.00%-40 ผู้โหวต)
 
 

.....

โดยปกติแล้วผู้มีเงินได้ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายใน 31 มีนาคมของทุกปี แต่เนื่องจากวันที่ 31 มีนาคม 2556 ตรงกับวันอาทิตย์ กรมสรรพากรจึงยืดเวลาการยื่นภาษีออกไปอีก 1 วันเป็นวันที่ 1 เม.ย. 2556 ส่วนการยื่นภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2556

ผู้มีเงินได้ที่มีเอกสารพร้อมแล้วสามารถยื่นแบบผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ทันที หากชำระภาษีไว้เกินจะสามารถได้รับเงินคืนภาษีอย่างรวดเร็วภายใน 15 วัน ทั้งนี้ ไม่ควรรอให้ใกล้หมดเขตเพราะคนจะยื่นในช่วงท้าย ๆ จำนวนมากทำให้การคืนเงินล่าช้า ส่วนผู้ที่ต้องการยื่นแบบกระดาษยังไม่สามารถทำได้ อาจต้องรอถึงเดือนก.พ. ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินคืนล่าช้าเช่นกันแบบฟอร์มทุกอย่างทางอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมแล้ว ขณะที่การพิมพ์แบบกระดาษคาดว่าจะเสร็จได้ต้องรอถึงเดือน ก.พ.นี้ หากจะรอยื่นแบบกระดาษจะทำให้ได้รับเงินคืนล่าช้าไปด้วย และหากเอกสารพร้อมแล้วให้เร่งยื่นแบบได้เลยในช่วงนี้เพราะจะได้รับคืนภาษีได้เร็ว หากรอในช่วงใกล้ครบกำหนดจะทำให้เจ้าหน้าที่งานหนักและต้องตรวจเอกสารจำนวนมาก อาจได้รับเงินคืนภาษีช้า เพราะช่วงนี้หากเอกสารไม่มีปัญหา ภายใน 15 วัน จะได้รับเงินคืนทันที” นางจิตรมณี สุวรรณพูล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากรกล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องชำระภาษีเพิ่ม สามารถชำระผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีระยะการปลอดดอกเบี้ยและจ่ายเงินจริงอีก 45 วัน

 

ที่มา เว็บไซต์กรมสรรพากร http://www.rd.go.th/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บังคับใช้แล้ว พ.ร.ก.ใหม่ สามี-ภริยา แยกยื่นเสียภาษีได้แล้ว

 

ตั้งแต่ปีภาษี 2555 เงินได้ของภรรยาไม่ถือเป็นเงินได้ของสามี

เป็นที่คับข้องใจของคู่สามีภรรยามายาวนาน เกี่ยวกับเกณฑ์การเสียภาษีที่กำหนดให้เงินได้พึงประเมินของภรรยาเป็นของสามี โดยต้องนำเงินได้ที่เป็นชื่อของภรรยามารวมคำนวณเป็นเงินได้ของสามี ทำให้ฐานเงินได้ที่ใช้คำนวณภาษีสูงขึ้น คนที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสจึงต้องเสียภาษีสูงขึ้น ถือเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

ในที่สุดเมื่อ 4 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า เกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิสามีและภรรยาในการยื่นรายการและเสียภาษี ถือว่าไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง นับเป็นข่าวดีสำหรับภรรยาที่มีเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ที่ตั้งแต่ปีภาษี 2555 เป็นต้นไป มิให้ถือว่าเงินได้พึงประเมินของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี

กรณีสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ในนามตนเอง ส่วนกรณีเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากการทำกิจการร่วมกัน หรือที่มิได้พิสูจน์ว่าเป็นเงินได้ของฝ่ายใด ให้ยื่นรายการและเสียภาษีในนามคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเกณฑ์การหักลดหย่อนภาษี ซึ่งสรุปได้ดังนี้

การหักลดหย่อน สามีหรือภรรยามีรายได้คนเดียว มีรายได้ทั้งสองคน
ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท หักของตนเอง 30,000 + ของคู่สมรส 30,000 หักของตนเองคนละ 30,000 บาท
บุตรคนละ 15,000 และ
การศึกษาบุตรคนละ
2,000 บาท
หักได้ 17,000 บาท ถ้าเป็นสามีภรรยาตลอดปีภาษี
หักได้คนละ 17,000 บาท 
ถ้าเป็นสามีภรรยาไม่เต็มปีภาษี
หักได้คนละ 8,500 บาท
เบี้ยประกันชีวิต (ส่วนแรกหักได้
10,000 บาท ส่วนที่เกินหักได้
หลังคำนวนภาษีแล้วแต่ไม่เกิน
90,000 บาท)
ส่วนแรกหักของตนเองตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 + ของคู่สมรสตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ถ้าเป็นสามีภรรยาไม่เต็มปีภาษีหักเฉพาะของตนเอง
หักของตนเองตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 
(ส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 15 
ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน
500,000 บาท)
หักเฉพาะของผู้มีเงินได้ หักของตนเอง
ดอกเบี้ยกู้ยืม (จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท) ถ้ากู้ยืมคนเดียวให้หักเฉพาะของผู้มีเงินได้
ถ้ากู้ยืมร่วมกัน ให้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ถ้ากู้ยืมแยกกันให้หักของตนเอง
ถ้ากู้ยืมร่วมกันให้หักได้คนละครึ่ง
เงินสมทบกองทุนประกันสังคม หักได้ตามที่จ่ายจริง หักของตนเองตามที่จ่ายจริง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
คนละ 30,000 บาท
บิดามารดาของตน 
บิดา 30,000 + มารดา 30,000 
บิดามารดาของคู่สมรส 
บิดา 30,000 + มารดา 30,000
หักเฉพาะของบิดามารดาของตน บิดา 30,000 + มารดา 30,000
ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการหรือ
ผู้ทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท
หักได้ 60,000 บาท
ถ้าเลี้ยงดูบุตรที่พิการหรือทุพพลภาพ
หักได้อีก 60,000 บาท
ใครมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนนั้นมีสิทธิ
หักลดหย่อน

ที่มา : http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/download/regulation200955.pdf

 

เริ่มใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก 1 ก.พ. 55

ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้เสียภาษีอากรทุกประเภท ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล บริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก แทนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 10 หลักที่ใช้อยู่เดิม ในการยื่นแบบแสดงรายการการชำระภาษี การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย การติดต่อราชการกับกรมสรรพากร รวมทั้งการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การจัดทำใบกำกับภาษี การจัดทำใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น โดยการกำหนดใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลักนั้น แบ่งการใช้ออกตามประเภทของผู้เสียภาษีอากร ดังนี้


  1. ผู้เสียภาษีประเภทบุคคลธรรมดา ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยออกให้ เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
  2. ผู้เสียภาษีประเภทนิติบุคคลไทย หรือนิติบุคคลต่างประเทศ ที่ต้องจดทะเบียน หรือขออนุญาตกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ออกให้ เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
  3. ผู้เสียภาษีที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ที่กรมสรรพากรออกให้

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้ผ่อนปรนให้ผู้เสียภาษีสามารถใช้หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบกำกับภาษี ใบรับและใบส่งของ ที่จัดพิมพ์ไว้แล้วโดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเดิมต่อไปได้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2556

การใช้เลขประจำตัว 13 หลักดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลการเริ่มต้นธุรกิจระหว่างหน่วยงานกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานประกันสังคม เพื่อการใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นการลดขั้นตอนในการติดต่อขอเลขประจำตัวในการประกอบธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจได้รับความสะดวกรวดเร็วขึ้น

 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
กำหนดการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 [3126]
ผลการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผช.เลขาฯ กพฐ. [1999]
แต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา [1947]
รมว.ศธ. ตรวจเยี่ยม สทศ. [198]
ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 12/2557 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 [1518]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)