www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

คลังเล็งชง ครม. จ่าย′บำนาญ′ขรก.ใหม่ เลือกแบบเดิม-ผ่าน กบข.

 
     
  โพสเมื่อ : 24 ต.ค. 2555 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 5347 | คิดเห็น 0  
 
คะแนนของข่าวนี้
(78.12%-117 ผู้โหวต)
 
 

.....

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินบำนาญให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใหม่ หลังจากที่มีข้าราชการส่วนหนึ่งมองว่า ผลตอบแทนไม่เท่ากับระบบการจ่ายบำนาญแบบเดิม ส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางเสนอมาแต่ต้องรอให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจ เพราะการปรับระบบการจ่ายเงินบำนาญให้ข้าราชการ กบข.ใหม่ครั้งนี้ยอมรับว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณสูง ขึ้น

นายอารีพงศ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณารายจ่ายแต่ละปีไปจนถึง 25 ปีข้างหน้าว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณในการจ่ายเงินบำนาญเท่าไร โดยพบว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2565 จะเป็นปีที่ใช้เงินงบประมาณสูงสุด เพราะมีข้าราชการเกษียณอายุจำนวนมาก จึงต้องมีการวางแผนเตรียมพร้อมและหาแนวทางรองรับการใช้เงินดังกล่าว รวมทั้งการตั้งกองทุนนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลด้วย นอกเหนือจากเงินที่รัฐจะได้กลับคืนมา 5% จากเงินประเดิมและเงินสมทบหลายแสนล้านบาท ในกรณีที่สมาชิกกบข.เลือกกลับไปใช้ระบบนาญเดิม

"อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นปีที่รัฐบาลต้องใช้เงินในการจ่ายบำนาญสูงที่สุดอาจจะถึง 7-8 แสนล้านบาท แต่หลังจากนั้นอีก 15 ปีที่เหลือจะดูแลให้ปรับลดลงมาได้ในระดับ 8% ของวงเงินงบประมาณ ที่โตประมาณปีละ 5% ได้โดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลัง" ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

นายอารีพงศ์กล่าวว่า แม้งบประมาณรายจ่ายประจำจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะพยายามดูแลปรับลดสัดส่วนลงไม่ให้เกิน 70% ของวงเงินงบประมาณ จากปัจจุบันอยู่ที่ 72% โดยนอกจากดูเรื่องของเงินเดือน เงินบำนาญแล้วยังรวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลของประชากร 65 ล้านคนที่มีภาระเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปเช่นกัน เราได้บทเรียนจากยุโรปมาแล้ว ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงมาดู 3 กองทุนที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลทั้ง กบข. กองทุนประกันสังคม (สปส.) และกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้มีความร่วมมือกัน จึงน่าจะช่วยลดรายจ่ายในการซื้อยาได้มากขึ้น แต่ข้าราชการจะยังได้มากกว่าอีก 2 กองทุน เพราะเป็นสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ แต่ก็จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลจะไม่เพิ่มขึ้นไปได้อีกระยะหนึ่ง

นายอารีพงศ์กล่าวว่า การควบคุมรายจ่ายประจำจะทำควบคู่กับการขยายฐานรายได้ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการทำงบสมดุลในปี 2560 และขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังจัดทำแผนแม่บทภาคประชาชนหรือกลุ่มรากหญ้า เพื่อให้คนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ 14 ล้านคน เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น ตามแผนการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการจะเสนอกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ปรับปรุงเสร็จแล้วให้ ครม.รับทราบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับระบบการจ่ายเงินบำนาญของข้าราชการสมาชิก กบข.ใหม่ เนื่องจากกลุ่มสมาชิกที่เข้ารับราชการก่อนปี 2538 ที่มีประมาณ 8 แสนคน ที่เลือก เข้าเป็นสมาชิก กบข. ไม่พอใจผลตอบแทน จาก กบข.ที่ได้น้อยลง หากคิดเป็นรายได้หลังเกษียณจะน้อยกว่าระบบบำนาญเดิม จึงเรียกร้องให้แก้ปัญหามาตลอด จนกระทั่งล่าสุดกรมบัญชีกลางเสนอเลือกแนวทางให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะรับบำนาญกับ กบข.ต่อไปหรือจะกลับไปรับบำนาญแบบเดิมก็ได้ แต่ต้องคืนเงินส่วนที่ รัฐสมทบให้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด และหากทุกรายเลือกไปใช้บำนาญเดิมจะทำให้ต้องใช้งบจ่ายบำนาญสูงสุดในปี 2565 ถึง 7-8 แสนล้านบาท


ที่มา
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1351046536&grpid=00&catid=&subcatid=

คลังเตรียมชง ครม.แก้กฎหมาย กบข. เปิดทางสมาชิกเลือกรับบำนาญหลังเกษียณ



นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้แก้ไขกฎหมาย กบข. และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในปลายเดือนต.ค.นี้ เป็นการแก้ไขอัตราผลตอบแทนของสมาชิก หลังจากที่ผ่านมาข้าราชการสมาชิกกบข.ร้องเรียนว่าเมื่อเกษียณอายุราชการจะได้เงินบำนาญน้อยกว่าข้าราชการที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก กบข. หากครม.เห็นชอบจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า หรือต้นปี 2556 



สำหรับแนวทางแก้ไขกฎหมาย กบข. ทางราชการได้เปิดทางให้สมาชิก กบข.เลือกแนวทางรับบำนาญได้เมื่อเกษียณอายุราชการว่าจะเลือกรับเงินแบบบำนาญราชการเดิมหรือเลือกแนวทางรับเงินสะสมคืนกับกบข. เพราะหากเลือกระบบบำนาญเดิมจะต้องคืนเงินที่รัฐบาลสะสมให้ในช่วงที่ผ่านมากลับคืนสู่รัฐ ซึ่งรัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนมาดูแล และกบข.เป็นผู้บริหาร ซึ่งมีเงินกองทุนนับแสนล้านบาทในช่วง 30 ปีข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันอายุราชการตั้งแต่เริ่มต้นทำงานวันแรกจนถึงเกษียณตั้งแต่ 22 ปี จนถึง 60 ปี จะอยู่ที่ 38 ปี แต่เมื่อได้ตั้งกองทุน กบข.ขึ้นมาในปี 2540 จึงเกิดปัญหาข้าราชการที่สมัครใจเข้าเป็นสมาชิก กบข. จะได้รับอัตราผลตอบแทน เงินเดือนบำนาญต่อเดือนน้อยกว่าข้าราชการที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกประมาณ 50% และการรับเงินคืนปัจจุบันใช้สูตรในการคำนวณเงินบำนาญคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการ หารด้วย 50 แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย หากคำนวณตามสูตร ดังกล่าว จะทำให้ช้าราชการได้รับเงินน้อยกว่าเงินบำนาญเดิมประมาณ 40-50% แต่หากนับเงินที่รัฐบาลได้ส่งสมทบเข้า กองทุนกบข.แล้วยังเป็นรายได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง 

ดังนั้น จึงต้องติดตามผลการพิจารณาของครม. เนื่องจากระบบการจ่ายเงินคืนจะนับวันทวีคูณของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มเติม สำหรับผู้มีอายุราชการ 45-50 ปี แต่ส่วนเกินจากเพดานอายุราชการ 38 ปีอาจแยกคำนวณเป็น ผลตอบแทนกรณีพิเศษ การชดเชยอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของกบข.ขาดทุน เพื่อจัดสรรงบประมาณชดเชย เพื่อให้ผลการขาดทุนกลับมาเป็นบวก

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแก้ไขแนวทางการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพิ่มเติม หลังจาก ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปศึกษารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมใหม่ให้ครอบคลุม ผู้ที่ได้รับประโยชน์ให้ครบถ้วนโดยเฉพาะผู้มีอาชีพอิสระกว่า 14 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบแรงงานให้สามารถสะสมเงินเข้ากองทุนร่วมกับเงินสมทบของรัฐบาลได้ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้ และล่าสุดได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จัดทำแผนแม่บทการเงินภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนที่เป็นรากหญ้าสามารถเข้าสู่แหล่งเงินทุน กู้เงินเหมือนระบบธนาคารพาณิชย์ให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยจะยึดรูปแบบการใช้กลไกกองทุนต่างๆ ของรัฐบาล เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกองทุนตั้งตัวได้



ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด



เครือข่ายสมาชิก′กบข.′ หนุนคลังแก้กฎบำเหน็จ-บำนาญ ให้เลือกแบบเดิมได้ แนะเปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ด้วย

ประธานเครือข่ายสมาชิก กบข.หนุนคลัง แก้กฎบำเหน็จ-บำนาญให้เลือกแบบเดิมได้ แนะเปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ด้วย เลขาธิการกองทุนฯรับระบบเดิมได้เงินมากกว่า หากรับราชการเกิน 35 ปี

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม กรณีกระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแนวทางแก้ไขการจ่ายเงินบำนาญให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ใหม่ หลังมีข้าราชการส่วนหนึ่งร้องเรียนว่า ผลการตอบแทนน้อยกว่าการจ่ายบำนาญแบบเดิม โดยจะให้เลือกว่าจะรับบำนาญกับ กบข.ต่อไป หรือจะกลับไปรับบำนาญแบบเดิมก็ได้ว่า สมาชิก กบข.ปัจจุบันมีจำนวน 1.2 ล้านราย มีข้าราชการที่รับราชการก่อนปี 2540 ที่เลือกเข้าเป็นสมาชิก กบข.ประมาณ 8 แสนราย ส่วนใหญ่เป็นครูมากกว่า 40% นอกจากนั้นเป็นข้าราการส่วนอื่นๆ รวมทั้งทหารด้วย โดยกลุ่มนี้จะมีสิทธิเลือกได้ว่า จะรับบำนาญแบบใด 

น.ส.โสภาวดีกล่าวว่า หากสมาชิกดังกล่าวจะเลือกแบบเดิมทั้งหมดจะไม่กระทบกับ กบข.มากนัก เพราะจะมีส่วนที่ กบข.ต้องจ่ายคืนสมาชิกเพียงเงินสะสม 3% ต่อเดือน พร้อมผลประโยชน์จากการลงทุนเท่านั้น ส่วนของเงินประเดิมที่รัฐจ่ายเป็นก้อนจูงใจให้เข้ากองทุนช่วงแรก กับเงินสมทบและเงินชดเชยอีก 5% นั้น สมาชิกที่จะเลือกไปใช้บำนาญแบบเดิมต้องคืนให้รัฐทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่าต้องคืนแบบใด อาจจะหักไปหลังจากเกษียณแล้วได้รับเงินก็ได้ โดยต้องรอความชัดเจนของนโยบายจากกระทรวงการคลังและรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

"ขณะนี้คงยังประเมินไม่ได้ว่า สมาชิก 8 แสนรายนี้จะกลับไปเลือกบำนาญแบบเดิมทั้งหมดหรือไม่ แต่ยอมรับว่าคงจะมีไม่น้อยที่คิดว่า ถูกหลอกให้เข้ามาเป็นสมาชิก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุราชการเหลือไม่มาก หรือรับราชการมานานกว่า 35 ปี หากใช้บำนาญแบบ กบข.จะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญน้อยกว่าสูตรเดิม ส่วนนี้อาจกลับไปใช้สูตรเดิม เพราะสูตรของ กบข.คำนวณอายุราชการต่อคนไว้ที่ 35 ปี บางกลุ่มอาจมีระยะเวลานานกว่านี้ เช่น กลุ่มทหารตามแนวชายแดนที่จะได้เวลาทวีคูณมากกว่าข้าราชการอื่นๆ หากเอาระยะเวลาทำงานมาคูณเงินเดือนสุดท้ายจะได้มากกว่าใช้สูตรของ กบข." น.ส.โสภาวดีกล่าว

น.ส.โสภาวดีกล่าวว่า ยอมรับว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยอาจไม่ถึง 8-9% เหมือนตอนที่ระบุไว้ โดยปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงต่อเนื่อง และการลงทุนในพันธบัตรมีผลตอบแทนเพียง 3% ทำให้ กบข.ต้องหาแนวทางบริหารเงินกองทุนที่มีกว่า 5 แสนล้านบาท ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด โดยเฉพาะการขอเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น รวมถึงมองว่าถึงเวลาต้องแก้ไขกฎหมาย กบข.ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กบข.เห็นด้วยกับกรมบัญชีกลางที่จะตั้งกองทุนและจัดสรรเงินงบประมาณเข้ามา บริหารให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย 1 แสนล้าน เพื่อเตรียมพร้อมใช้เงินจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ที่คาดว่าปี 2578 จะใช้งบสูงถึง 7-8 แสนล้านบาท หากไม่เตรียมพร้อมอาจนำไปสู่ภาวะถังแตก และมีปัญหาเหมือนประเทศกรีซได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสูตรการคำนวณเงินบำเหน็จบำนาญแบบเก่า คำนวณจากฐานเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณระยะเวลาราชการ หารด้วย 50 ขณะที่สูตรใหม่ของ กบข. ใช้เฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยระยะเวลาราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของอัตราเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย

นายวิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกระทรวงการคลังจะเสนอขอแก้ไขกฎหมาย กบข.เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้าว่า ในนามตัวแทนสมาชิก กบข.ขอชื่นชมและสนับสนุนเต็มที่ เพราะสมาชิกได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมานานแล้ว ที่สำคัญไม่เพียงแต่ให้ลาออกได้แล้วไปรับบำนาญสูตรเดิมปี 2494 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่สมาชิกเรียกร้องอีกคือ ให้แก้สูตรการคำนวณบำนาญตามมาตรา 63 ของ พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 จากในปัจจุบันที่ให้คำนวณเงินเดือนๆ สุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ควรแก้เป็นให้คำนวณเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 85% เฉลี่ย 24 เดือนสุดท้าย และให้สมาชิกลาออกได้ไปรับบำนาญตามสูตรเดิม 

"กรณีที่เสียชีวิต ให้ทายาทได้รับประโยชน์ที่เป็นธรรม และให้มีผลย้อนหลังไปถึงสมาชิกที่เกษียณไปแล้ว เพราะมีสมาชิกที่เกษียณไปแล้ว โทรศัพท์มาหาตลอดเวลาว่าได้รับความลำบากในการเป็นอยู่มาก เพราะได้รับบำนาญเพียงน้อยนิด ไม่พอกับหนี้สิน ประกอบกับเศรษฐกิจฝืดเคืองขึ้น จึงขอให้กระทรวงการคลังดูแลในส่วนนี้ด้วย" นายวิศร์กล่าว

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะเดิมก่อนจะมี กบข.เมื่อเกษียณอายุราชการจะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญอย่างเดียว แต่ช่วงหนึ่งรัฐบาลสนับสนุนให้ข้าราชการใส่เงินสมทบกองทุน กบข.ด้วย และบอกว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าบำเหน็จหรือบำนาญ เพราะนำเงินไปลงทุน แต่ช่วงที่ผ่านมาหลายคนมองว่า เงินที่นำไปลงทุนไม่เป็นไปตามที่ กบข.เคยบอก และเห็นว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้น หากรัฐบาลให้ข้าราชการสามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ถือเป็นเรื่องดี

"ผมไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะให้เลือกใหม่ เพราะจะเกิดความยุ่งยาก และต้องใช้เงินเยอะมาก หากข้าราชการส่วนใหญ่เลือกไปรับบำเหน็จหรือบำนาญอย่างเดียว แต่มีทางแก้ไข โดยหากรัฐบาลเห็นว่าระบบของ กบข.มีปัญหาตรงไหน ก็แก้ตรงนั้น เช่น ทุกคนกลัวว่า เงินที่ถูกหักไปลงทุนไว้กับ กบข.จะขาดทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อได้คืนจะไม่เท่ากับที่ลงทุนไป ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะประกันเงินขั้นต่ำไว้ เพื่อความสบายใจ" นายสมคิดกล่าว

นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลทำได้ถือเป็นเรื่องดีเพราะข้าราชการจะได้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือ รัฐจะนำเงินมาจากไหน เพราะหากจะกลับไปเป็นแบบเดิม เท่ากับรัฐจะต้องใช้เงินมหาศาล และคนที่ขาดทุนจาก กบข.ไปแล้ว จะต้องชดเชยให้ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ คิดว่าผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดในเรื่องนี้คือข้าราชการครูที่มีอยู่จำนวนมาก

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1351132187&grpid=00&catid=&subcatid=


 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
กำหนดการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 [1532]
ผลการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผช.เลขาฯ กพฐ. [1092]
แต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา [1063]
รมว.ศธ. ตรวจเยี่ยม สทศ. [133]
ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 12/2557 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 [910]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)