www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

7 สทศ.จัดทำธนาคารข้อสอบ

 
     
  โพสเมื่อ : 5 ก.ย. 2555 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 2869 | คิดเห็น 0  
 
คะแนนของข่าวนี้
(5.00%-8 ผู้โหวต)
 
 

.....

7สทศ.จัดทำธนาคารข้อสอบ เพื่อก้าวสู่ระบบอีเทสติ้งยูเน็ต : โดย... หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

                   3 กันยายน 2555 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ครบรอบ 7 ปี ที่ให้บริการทางการประเมินผลทางการศึกษาและทดสอบทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติ และนานาชาติ "รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์" ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ.พร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นองค์กรในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนในทุกระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ

                  "สทศ.ดูแลคุณภาพการศึกษาในระบบด้วยการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียน ป.3, ป.6, ม.3 และ ม.6 ซึ่งเรียกว่าโอเน็ต จัดสอบเอ็นเน็ตให้นักศึกษานอกระบบโรงเรียน จัดสอบวีเน็ตให้นักศึกษาปีสุดท้ายของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) สอบไอเน็ตให้แก่สถานศึกษาอิสลาม รวมทั้งจัดสอบความถนัดทั่วไปหรือแกต และวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพหรือแพต เป็นต้น"


                 ปี 2549 มีการใช้ประกาศใช้คะแนนโอเน็ตร้อยละ 30 เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ระบบแอดมิชชั่นส์กลาง และต่อมากลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) ได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ต้องมีคะแนนโอเน็ตใน 5 วิชาหลัก (ภาษาไทย, สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ) ตั้งแต่ร้อยละ 60

โดยในปีการศึกษา 2554 มีการนำผลสอบโอเน็ต ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1, ม.4 และในปีการศึกษา 2555 จะมีการนำผลโอเน็ตไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบวัดผลก่อนจบการศึกษา (Exit Examination) ด้วย อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาใช้ผลสอบโอเน็ตเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ พัฒนาผลสัมฤทธิด้านการศึกษาของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คะแนนสอบโอเน็ตสามารถนำไปใช้ในการทำนายผลคะแนนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและการอ่าน จากผลทดสอบตามโครงการพิซ่า (PISA) ได้


"ผมมุ่งหวังและอยากให้โรงเรียนนำผลสอบโอเน็ตและอื่นๆ ไปประเมินคุณภาพการเรียนและปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ได้มาตรฐาน ให้ผู้บริหารนำไปใช้ประเมินเลื่อนขั้นครูผู้สอน ให้ผู้ปกครองนำไปประเมินสถานศึกษานั้นๆ ว่ามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด หากสามารถทำได้จะทำให้คุณภาพการศึกษาโดยรวมดีขึ้น เพราะข้อสอบโอเน็ตนั้นยึดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ตามหลักสูตร เนื้อหาออกตามหลักสูตร เป็นการวัดระดับความรู้ ความจำ การนำไปคิดวิเคราะห์ และประเมินค่าเพื่อสะท้อนผลการวัดระดับนั้นๆ" ผอ.สทศ. ระบุ


รวมทั้งนำผลการสอบวีเน็ต ไปพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนได้ แนะแนวให้แก่นักศึกษาแต่ละคนว่าควรที่จะเรียนต่อหรือออกไปทำงาน และที่สำคัญขณะนี้สถานประกอบการต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับผลการสอบวีเน็ต ที่จะนำผลไปใช้ประกอบการคัดเลือกเข้าทำงานด้วย เพราะผลการสอบนี้เป็นการสอบระดับชาติ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาที่จบออกมานั้นมีความรู้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับนักศึกษาอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ


ส่วนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านอิสลาม ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอนในอนาคต ทำให้เด็กรู้ขีดความสามารถด้านอิสลามของตน แม้ไม่มีผลชี้วัดต่อการเข้าสอบมหาวิทยาลัยโดยตรงแต่นำไปใช้สอบเข้าสถาบันการศึกษาที่มีการใช้ภาษาอาหรับ มลายู ได้


นอกจากนี้ สทศ.ยังเปิดรับสมัครทดสอบสมรรถนะครูทางด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้ได้มาตรฐาน หากครูผ่านการประเมิน 60% ขึ้นไปจะมีโอกาสได้ร่วมออกข้อสอบโอเน็ต ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจ มีครูสมัครสอบมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าครูให้ความสนใจในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ครูจะต้องปรับปรุงการวัดและประเมินผลนักเรียน โดยนำผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มาปรับใช้ในการเรียนการสอน เพราะจะทำให้รู้ว่าทั้งนักเรียนและครูยังมีจุดอ่อนในเรื่องใด และจะทำให้การวัดและประเมินผลการเรียนมีมาตรฐานมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับครูที่มีอยู่ในระบบเกือบ 7 แสนคน จากโรงเรียน 3 หมื่นกว่าแห่ง ถือว่าเข้ารับการอบรมน้อยมาก ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สทศ.ต้องดำเนินการ เพราะจากการประเมินผลส่วนใหญ่ของครูอยู่ในระดับดีและดีมาก ซึ่งบางครั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอื่นๆไม่ได้วัดจากกระดาษคำตอบได้เสมอไป


"เป้าหมายของก้าวสู่ปีที่ 7 สทศ.เตรียมจัดทำธนาคารข้อสอบ (Item Bank) เพื่อก้าวไปสู่ระบบอี-เทสติ้ง มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อความพร้อมสำหรับยูเน็ต (University National Education Test : U-Net) คือการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอุดมศึกษา นอกจากนี้สทศ.ได้ส่งเสริมให้โรงเรียน สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นำแบบทดสอบโอเน็ตในอดีตไปพัฒนาให้เกิดเป็น Adaptive Testing เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการประเมินผลระหว่างเรียนและการประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนในห้องเรียน (Formative Assessment) ขอยืนยันว่า สทศ.มีระบบการผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบได้มาตรฐาน มีระบบการจัดการที่โปร่งใส ยุติธรรม มีระบบการตรวจสอบ การประมวลผล และการรายงานที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเชื่อถือได้" ผอ.สทศ. กล่าว


อย่างไรก็ตาม ผอ.สทศ. ยอมรับว่าปัจจุบัน สทศ.มีการทดสอบผู้เรียนได้เฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเท่านั้น ขณะที่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษาด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านใฝ่รู้ใฝ่เรียน คุณธรรม จริยธรรม การคิดวิเคราะห์ ทักษะการทำงาน และการมีจิตใจร่าเริง เหล่านี้ไม่สามารถประเมินได้จากการสอบเสมอไป จึงต้องมีการหารูปแบบการประเมินที่หลากหลายเพิ่มขึ้นในอนาคต

.........................................
(7สทศ.จัดทำธนาคารข้อสอบ เพื่อก้าวสู่ระบบอีเทสติ้งยูเน็ต : โดย... หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ )

 


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ปฏิรูปการศึกษา (6) ปรับปรุงข้อสอบโอเน็ตด่วน! [2661]
ปฏิรูปการศึกษา (5) สร้างแผนการสอนกลางระดับชาติ (Thailand Teaching Model) [1638]
ทำอย่างไร?...ถึงจะทำให้คนในชาติเกิดค่านิยมไทย [1922]
ถึงเวลาตัดติ่งอุดมศึกษาที่ไร้คุณภาพเสียที [1589]
ปฏิรูปการศึกษา (3) ต้องเริ่มต้นที่บ้าน [1961]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)