www. k r u t h a i . i n f o  ชุมชนครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ |
วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม 2557
หน้าแรก
ข่าวสารประจำวัน
ข่าวการศึกษา
ค้นข่าวมาเล่า
วิพากษ์การศึกษา
กระดานสนทนา
กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติ
พระราชบัญญัติ
กฎกระทรวง
ระเบียบ แนวปฏิบัติ
งานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
บริการครูไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ย้ายสับเปลี่ยน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
แนะนำเว็บไซต์โรงเรียน
KruThai Variety
สาระน่ารู้
สุขภาพ
วิทยาศาสตร์
รอบรู้ ICT
Clip VDO
คุณครูพาเที่ยว
ความสวย ความงาม
ความเชื่อ ราศี
ดูดวง
ตรวจลอตเตอรี่
 

ถอดรหัส!'จอดำ'จากอนาล็อก-เคเบิล-ดาวเทียม สู่'ทีวีดิจิทัล'

 
     
  โพสเมื่อ : 17 มิ.ย. 2555 โดย : Kruthai เปิดอ่าน 747 | คิดเห็น 0  
 
คะแนนของข่าวนี้
(11.67%-12 ผู้โหวต)
 
 

.....



ย้อนรอย...กิจการโทรทัศน์ไทย ถอดรหัส!"จอดำ"อนาล็อก-เคเบิล-ดาวเทียม สู่'ทีวีดิจิทัล' ประเมินจะมีผลต่อการออกใบอนุญาตของกสทช.

กิจการโทรทัศน์ไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2490 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ปรารภถึงความคิดในการจัดตั้งกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยขึ้น ซึ่งขณะนั้นยังเรียกว่า "วิทยุภาพ" โดยมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ทางการสื่อสาร ต่อมากรมหมื่นนราธิปพงษ์พันธ์ ได้บัญญัติศัพท์คำว่า "วิทยุโทรทัศน์" ขึ้นใช้


 กิจการ "วิทยุโทรทัศน์" นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดำเนินงานมาแล้วกว่า 60 ปี ทั้งในบทบาทเครื่องมือทางการเมือง การโฆษณาชวนเชื่อ ความบันเทิง พัฒนาสู่ยุคโทรทัศน์สี จนในทศวรรษ 2530 เข้าสู่ยุคทองของโทรทัศน์ไทย เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์เติบโตขึ้นอย่างมาก จนก่อให้เกิดการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวี ทีวีเสรี และแบบบอกรับสมาชิก ซึ่งผู้ดำเนินกิจการรายแรก ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ ไอบีซี เคเบิล ทีวี โดยบริษัท อินเตอร์เนชันแนล บรอดคาสติ้ง คอร์เปอเรชัน จำกัด

 ทั้งนี้ ไอบีซี เป็นบริษัทที่มาจากการร่วมทุนของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับบริษัท เคลียร์วิว ไวร์เลส ของนายวิลเลียม ไลล์ มอนซัน นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับสัมปทานธุรกิจโทรทัศน์ ระบบบอกรับเป็นสมาชิกจาก อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2532 เป็นเวลา 20 ปี โดยขยายระยะเวลาสัมปทาน จนหมดสัญญา 30 กันยายน พ.ศ. 2557 ให้บริการผ่านคลื่น, ระบบไมโครเวฟแบบ MMDS (Multichannel Multipoint Distribution Service) และจานดาวเทียม ระบบ KU-Band ทั้งระบบอนาล็อกและดิจิตอล

 ต่อมาในทศวรรษ 2540 ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดการคิดค้นการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียม ซึ่งสถานีวิทยุกองทัพบกช่อง 5 เป็นผู้ดำเนินการรายแรก โดยจัดตั้งโครงการ Thai TV Global Network ออกอากาศผ่านดาวเทียม ขณะเดียวกันจากวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ทำให้สถานีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกทั้ง ยูทีวีและไอบีซี ควบรวมกิจการจนเกิดเป็น "ยูบีซี" (United Broadcasting Corporation) แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนในยูบีซีให้กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในยุคแรก ยูบีซี ออกอากาศผ่านดาวเทียมด้วยดาวเทียม ไทยคม 1 (แต่ปัจจุบันเป็นดาวเทียม ไทยคม 5) ในขณะเดียวกัน ยูบีซีได้จดทะเบียนเข้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชื่อย่อว่า UBC

 พ.ศ. 2549 ได้เลิกการซื้อขายกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจาก MIH ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ร้อยละ 98) และได้ประกาศซื้อหุ้นยูบีซีจากผู้ถือหุ้นรายย่อยในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549 ทำให้ทรูกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในยูบีซี และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ยูบีซี ทรู
 ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2550 ทางยูบีซีได้มีการจัดลำดับช่องรายการใหม่ทั้งหมด และได้เปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท รวมถึงเครื่องหมายการค้าใหม่ จาก ยูบีซี ทรู เป็น ทรูวิชั่นส์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ตามยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ รวมทั้งปรับผังรายการ เพิ่มเนื้อหา ตลอดจนปรับแพคเกจต่างๆ โดยมุ่งหวังจะขยายฐานลูกค้า ช่องที่เป็นของ UBC เดิม ที่มีชื่อ UBC จึงได้เปลี่ยนเป็น "ทรู วิชั่นส์" ในปัจจุบัน

แพลทฟอร์มในกิจการโทรทัศน์
 การแบ่งแพลทฟอร์มในกิจการโทรทัศน์นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามการใช้ตัวกลางในการส่งสัญญาณ ได้แก่ กิจการที่ใช้คลื่นความถี่ และกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่

 ทั้งนี้ กฎหมายได้ให้ความหมายของคำว่า "คลื่นความถี่" ไว้ว่า คลื่นวิทยุหรือคลื่นแฮรตเซียนซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำกว่าสามล้านเมกะเฮิรตซ์ลงมาที่ถูกแพร่กระจายในที่ว่างโดยปราศจากสื่อนำที่ประดิษฐ์ขึ้น กอปรกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 40 ระบุอีกว่า กำหนดให้คลื่นความถี่ดังกล่าว เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ซึ่งไม่อาจถือครองเป็นสิทธิส่วนบุคคลได้ การนำทรัพยากรสื่อสารของชาติมาใช้นั้น ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม

 กิจการที่ใช้คลื่นความถี่ ถือเป็นการแพร่ภาพในระบบอนาล็อกภาคพื้นดิน (Terrestrial TV) สามารถรับคลื่นสัญญาณได้โดยไม่ต้องใช้เสาอากาศ ซึ่งในปัจจุบันประกอบด้วย สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี ทั้ง 3, 5, 7,9 11 และ ไทยพีบีเอส ออกอากาศผ่านย่านความถี่ VHF และ UHF  โดยปัจจุบันยังแพร่ภาพในระบบอนาล็อก ทำให้กินพื้นที่จำนวนมาก ใช้ประสิทธิภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้กำหนดให้ กสทช. จำต้องดำเนินการเปลี่ยนผ่านการออกอากาศไปสู่ระบบดิจิทัล ซึ่ง กสทช. กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 6 ของแผนแม่บทกิจการวิทยุและโทรทัศน์  ซึ่งระบุว่า ส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายร่วมกันในการประกอบกิจการ  เพื่อให้สามารถขยายโครงข่ายวิทยุและโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลได้อย่างมี ประสิทธิภาพให้ได้ภายใน 2 ปี

 ขณะที่กิจการที่ไม่ได้ใช้คลื่นความถี่ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การแพร่ภาพผ่านสายเคเบิลไฟเบอออพติก ได้แก่ กิจการเคเบิลทีวี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 200 รายทั่วประเทศ และในช่วงปีที่ผ่านมา ได้เกิดการรวมตัวขึ้นของผู้ประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นกว่า 100 รายทั่วประเทศ ทำให้เป็นบริษัท เคเบิลไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโครงข่าย เพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 10 ล้านครัวเรือน จากปัจจุบัน 3 ล้านครัวเรือน

 และ 2.การแพร่ภาพผ่านสัญญาณดาวเทียม ได้แก่ กิจการทีวีดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการในหลักร้อยช่อง มีผู้ผลิตแพลทฟอร์มหลายกลุ่ม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2รูปแบบ ได้แก่ 1.KU-band (จานเล็ก) มีผู้ผลิตได้แก่ DTV, IPM และกลุ่มบิ๊กโฟร์ เช่น ลีโอแซท ไดน่าแซท  และ 2.C-Band (จานดำ ฝนตกสัญญาณภาพชัด) ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่คือ กลุ่มพีเอสไอ ซึ่งปัจจุบันครัวเรือนไทยติดตั้งเครื่องรับสัญญาณผ่านจานดาวเทียมทั้งในแพลทฟอร์ม KU-band และ C-band แล้วกว่า 50% ของครัวเรือนไทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คอนเทนท์โพรวายเดอร์ผันตัวสู่แพลทฟอร์ม
 ด้วยธุรกิจโทรทัศน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทย การใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ภาคเอกชนต้องอาศัยการสื่อสารการตลาดในการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านกระบวนการ “โฆษณา” ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโทรทัศน์มีเม็ดเงินโฆษณาสะพัดกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี

และด้วยการเติบโตของธุรกิจทีวีดาวเทียม มีจำนวนผู้ชมมากขึ้น เอเยนซี่ซื้อสื่อและเจ้าของแบรนด์สินค้าปรับทิศสู่ทีวีดาวเทียมมากขึ้น ทำให้ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ซึ่งก่อนหน้าอยู่ในฐานะผู้ผลิตคอนเทนท์ อันมีขุมทรัพย์ทั้งด้านบุคลากร ดารา นักร้องและละครอยู่ในมือนนนับทศวรรษ จึงได้รุกสู่สมรภูมิทีวีดาวเทียมเกิดเป็น Green channel, Bang channel, Act Channel ต่อมาได้ผันตัวเองสู่การเป็น “แพลทฟอร์มโพรวายเดอร์” ด้วยการออกกล่อง “วันสกาย” เช่นเดียวกับผู้ผลิตจานเดียวเทียมอื่นๆ และเมื่อเปิดตัวได้เพียงไม่นาน ก็ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “GMM Z” เนื่องด้วยปัญหาชื่อทะเบียนทางการค้าซ้ำกับ sky ของอังกฤษ

 ทั้งนี้ กล่อง “GMM Z” ได้วางตำแหน่งทางการตลาดไว้เป็นกล่อง “มหามิตร มหาชน” เพื่ออุดช่องว่างทางตลาดระหว่างตลาดทรูวิชั่นส์ ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดพรีเมี่ยม และตลาดล่างจานดาวเทียมต่างๆ

“บอลยูโร” ยกแรกศึกกล่องดาวเทียม
 ปัญหา “จอดำ” ที่เกิดขึ้นนี้ ฝ่ายแกรมมี่มาในสโลแกน “เกรงใจทรู-กลัวยูฟ่า-เคารพผู้ถือหุ้น” โดย นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด กล่าวว่า จำต้องทำตามกฎกติกาของยูฟ่าที่ต้องควบคุมสัญญาณการออกอากาศภายในประเทศไทยเท่านั้น รวมถึงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้าที่โฆษณาไว้ว่าดูผ่านกล่องจีเอ็มเอ็ม แซทอย่างเดียว

ขณะที่ฝ่ายทรูวิชั่นส์ ก็อ้างว่า ฟุตบอลยูโรถือเป็นคอนเทนท์สากล ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นแพลทฟอร์มใดก็ตาม

 ปัญหาดังกล่าว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างในช่วง “สุญญากาศ” แม้จะเกิด “คณะกรรมการกิจการวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กสทช.) แล้วก็ตาม แต่หน่วยงานอิสระดังกล่าวเพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา มีการกำหนดขั้นตอนระยะเวลาภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจยเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 โดยเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา กสทช.ได้ประกาศแผนแม่บททั้ง 3 ส่วนแล้ว ได้แก่ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ (พ.ศ.2555) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2555-2559) และแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2555-2559)

 ขณะที่ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างร่างหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต ทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ หลังจากนั้นผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ และเริ่มออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบกิจการในต้นปี 2556
ด้วยเหตุข้างต้น จึงเป็นเหตุผลให้ กสทช. ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจเด็ดขาด แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับปัญหาการโฆษณาเกินจริงของทีวีดาวเทียม ซึ่งทางออกในระยะสั้น คือ การใช้ความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทยคม กระทรวงไอซีที โดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ บอร์ดกระจายเสียง บอกว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายกับปัญหารถตู้ป้ายดำ จะห้ามไม่ให้เขารับผู้โดยสารก็ไม่ได้ ถ้าจับก็ต้องจับทุกรายไม่เลือกปฏิบัติ ถ้าไม่จับก็ต้องจัดระเบียบตามกฎหมาย"

ขณะที่มาตรการระยะยาวของ กสทช. ต่อกรณี "จอดำ" ที่เกิดขึ้นระหว่างนี้จะมีผลต่อการออกใบอนุญาตในอนาคต เนื่องจากทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน เปรียบเสมือนการจับตัวผู้บริโภคเป็นตัวประกัน นอกจากนี้ยังต้องร่างกฎและคำจำกัดความเพิ่มเติม เพื่อควบคุมผู้ประกอบการในระยะยาว


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  ภาพเพิ่มเติม

ไม่มีความเห็น
 
 
 

[ข่าวในหมวดเดียวกัน]
ซึ้งเลย ! 20 อย่างที่"กูเกิ้ล"สามารถทำได้ แต่คุณอาจยังไม่รู้! [2992]
เปิดตัวแบตสำรองไฮเทคเล็กพริกขี้หนู [1246]
7 ข้อ ที่ควรนึกถึง เมื่อเลือกซื้อแบตฯ สำรอง [2290]
"ข้อแนะนำ"เหล่าสาวก"บัญญัติ 8 ประการ"สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ ในโลกแห่ง"เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์" [1194]
"แบดยูเอสบี" มหันตภัยที่ยังไร้ทางแก้! [1474]

 
***ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริง หรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาทางอีเมล์ webmaster@kruthai.info เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบ และทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
 


ชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์แห่งประเทศไทย (ชคบท.)