วันศุกร์ 17 สิงหาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > โรงเรียนเอกชน ทางรอดทางเลือก

โรงเรียนเอกชน ทางรอดทางเลือก

หมวดหมู่ : บทความ 8 มิถุนายน 2561 เปิดอ่าน 459 ครั้ง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ประชาชนตระหนัก และให้ความสำคัญทางการศึกษา ทั้งนี้ เพราะการศึกษาเป็นต้นทุนแห่งอนาคตของประชากร เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ในขณะที่รัฐบาลทุกยุคต่างก็ทุ่มเทงบประมาณเพื่อการบริหารจัดการปีละนับแสนล้านบาท

การจัดการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวางรากฐานการยกระดับ และพัฒนาชีวิตให้กับทุนมนุษย์ของประเทศ และนับตั้งแต่ประเทศไทยเข้ายุคของการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวนำประชาชน และสังคมไปสู่โลกยุคใหม่

จากอดีตถึงปัจจุบัน การจัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษาต่างมีสถานศึกษาของรัฐ และเอกชนเดินเคียงคู่มาด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

สถานศึกษาที่มีความสำคัญ และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตของเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปกครองมอบความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ในการอบรม บ่มนิสัย และติดอาวุธทางปัญญา โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่จะตกอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนรัฐ และเอกชน

สำหรับโรงเรียนเอกชนในประเทศไทยนั้น ถือได้ว่ามีบทบาทและความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติไม่น้อยไปกว่าโรงเรียนของภาครัฐ

หากย้อนกลับไป จะพบว่าการศึกษาเอกชนนับเป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ล้านนาไทย สุโขทัย และอยุธยา โดยมีวัง วัด และบ้าน เป็นสถานที่ให้การศึกษา โดยเฉพาะในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) จดหมายเหตุของมองสิเออสานิเยร์ กล่าวว่า เจ้าพระยาวิชา เยนทร์ได้สร้างโรงเรียนราษฎร์ไว้หลายโรงเรียน และจากจดหมายเหตุของบาทหลวงเดอซัวลี ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2228 ได้กล่าวถึงโรงเรียนราษฎร์ 3 โรง ประกอบด้วย โรงเรียนศรีอยุธยา โรงเรียนนมัสแพรนด์ และโรงเรียนสามเณร

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ที่บุกเบิกการก่อตั้งโรงเรียนราษฎร์ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นมิชชันนารีซึ่งเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาได้แก่โรงเรียนนามัททูน และเริ่มทำการเปิดสอนในปี พ.ศ.2395 การดำเนินงานในระยะแรกมีเอกเทศ มิได้ถูกควบคุมโดยหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด จนกระทั่งปี พ.ศ.2448 กระทรวงธรรมาการจึงเข้ามามีบทบาทดูแล พร้อมกันนั้นต่อมาคนไทยได้ตั้งโรงเรียนขึ้นมาชื่อโรงเรียนบำรุงวิทยา

เมื่อการศึกษาเอกชนมีการขยายตัวมากขึ้นในปี พ.ศ.2461 รัฐบาลจึงได้ประกาศพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจนิเทศโรงเรียนทั่วราชอาณาจักรตลอดจนเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ
ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนบริหารจัดการภายใต้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 โดยมีสถานศึกษากระจายเพื่อจัดการศึกษาในระดับต่างๆ อยู่ทั่วประเทศ ในอดีตโรงเรียนเอกชนจำนวนมากได้เข้ามาจัดการศึกษาเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐ และโรงเรียนเหล่านั้นต่างได้รับความนิยมจากสังคม เพราะเชื่อมั่น และศรัทธาต่อกระบวนการบริหารจัดการ ที่ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญ และจริงจังมากกว่าโรงเรียนรัฐบาล (บางโรง) โดยเฉพาะการเน้นด้านคุณภาพเพื่อต่อยอดให้เด็กและเยาวชนมีความเป็นเลิศ

แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และสังคมโลก โดยเฉพาะนโยบายของรัฐที่หันมาให้การสนับสนุนกิจการโรงเรียนของรัฐมากกว่าโรงเรียนเอกชน ด้วยความแตกต่างในมิติต่างๆ จึงก่อให้เกิดค่านิยม และความเชื่อมั่นที่มีต่อโรงเรียนเอกชนลดน้อยถอยลงตามลำดับ คำว่า ลูกเมียน้อยŽ จึงเป็นหนึ่งในวาทะที่ผู้บริหารตลอดจนครูโรงเรียนเอกชนนำมากล่าวอ้าง

วันนี้ โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่วิกฤต เปรียบเสมือนคนไข้ที่เผชิญกับโรคร้าย และรอการเยียวยาจากแพทย์ โรงเรียนที่มีเกียรติประวัติ มีต้นทุนทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตลอดจนมีหน้าตักที่สูงพอโดยที่ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการ ยังมีจิตวิญญาณ และอุดมการณ์ที่พร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาชาติ ก็คงจะต้องแบกรับภาระต่อไป แต่จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน คงไม่สามารถพยากรณ์ และกำหนดทิศทางอนาคตได้

จากการที่โรงเรียนเอกชนกลุ่มต่างๆ ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การรับสมัครนักเรียน นักศึกษา ปีการศึกษา 2561 ซึ่งมีแนวโน้มจะมีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง และอาจจะส่งผลกระทบให้โรงเรียนเอกชนบางกลุ่มต้องปิดกิจการลง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ในประเด็นนี้ นายพะโยม ชิณวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กล่าวผ่านสื่อมวลชนตอนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ความว่า

สช.เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนในขณะนี้ดี ว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างที่อาจจะมีผลต่อจำนวนตัวเลขของผู้สมัครเรียน แต่หากเรายึดคุณภาพมาตรฐานที่ดีเป็นสำคัญ ผู้ปกครองย่อมเกิดความมั่นใจที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนในอีกช่องทางหนึ่ง ในการประชุมคณะกรรมการ สช.ที่ผ่านมา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน สช.ได้มีการเสนอให้ปรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียนเอกชน 10% เท่ากับโรงเรียนของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนในขณะนี้ นายชยพงศ์ สายฟ้า ในฐานะรองผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา กล่าวว่า ในสภาวการณ์ปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนได้รับผลกระทบ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสภาวะของจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจุบันรัฐให้การสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาลในมิติต่างๆ เพิ่มขึ้น และโรงเรียนรัฐกลับเป็นโรงเรียนคู่แข่งที่สำคัญของโรงเรียนเอกชน เหนือสิ่งอื่นใดเรื่องขวัญกำลังใจและสวัสดิการของครู ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้นๆ ที่จะมีส่วนในการคงไว้ซึ่งโรงเรียนเอกชน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ได้อาสาเข้ามาเพื่อร่วมจัดการพัฒนาการศึกษาของชาติ ผมคงเชิญชวนให้โรงเรียนเอกชนยึดมั่นในจิตวิญญาณ และสู้ต่อไป ในขณะเดียวกันใคร่ร้องขอให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาชาติมาอย่างต่อเนื่อง ได้หันมาให้ความสนใจ และมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาดูแลโรงเรียนเอกชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่

วันนี้ สังคมต่างประจักษ์แล้วว่า โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเข้าขั้นวิกฤต ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายเพื่อยกระดับประเทศเข้าสู่การแข่งขันในยุคดิจิทัลที่หลากหลาย จึงหวังว่าภาครัฐคงไม่ทิ้งให้โรงเรียนเอกชนต้องเผชิญวิกฤต เพื่อการแสวงหาทางรอดทางเลือกไว้ข้างหลังแต่เพียงฝ่ายเดียว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_989270

เปิดอ่าน 459 ครั้ง