วันพุธ 17 ตุลาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > 42 โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เตรียมลงนามความร่วมมือกับภาคเอกชน 5 มิ.ย.นี้

42 โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เตรียมลงนามความร่วมมือกับภาคเอกชน 5 มิ.ย.นี้

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 31 พฤษภาคม 2561 เปิดอ่าน 690 ครั้ง

นพ.อุดม คชินทร” รมช.ศึกษาธิการ เผยขณะนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School)” จำนวน 42 แห่ง ใน 31 จังหวัด เตรียมลงนามความร่วมมือกับ 11 บริษัทเอกชนชั้นนำ ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ โดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ด้าน “มีชัย วีระไวทยะ” เผยอีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับจากโรงเรียนร่วมพัฒนา คือ แหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่จะช่วยพัฒนาชุมชนและผู้ปกครองให้มีรายได้ อนาคตอาจมีกองทุนเงินกู้ให้ผู้ปกครองเพื่อทำธุรกิจ โดยนักเรียนมีส่วนร่วมสำคัญเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการบริหารจัดการของโรงเรียน

 

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมโครงการโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เมื่อวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2561 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ในวันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2561 เวลา 14.30 น. ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน โดยมีผู้บริหาร ศธ. ร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ, ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ, เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ฯลฯ

ขณะนี้มีสถานศึกษาในโครงการ Partnership School ที่จะเข้าร่วมพิธีลงนาม จำนวนทั้งสิ้น 42 แห่ง ใน 31 จังหวัด จากเดิมมี 40 โรงเรียน แต่ล่าสุดมีภาคเอกชนเสนอเข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 1 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจะร่วมบริหารโรงเรียน 2 โรง คือ โรงเรียนวัดนิเวศวุฒาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครสวรรค์ เขต 1 และโรงเรียนบางหมาก สพป.ตรัง เขต 2

ซึ่งเท่ากับว่าขณะนี้มีภาคเอกชนร่วมโครงการ 11 แห่ง และโรงเรียน 42 แห่ง ที่จะจับคู่กับภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), กลุ่ม ปตท., กลุ่มมิตรผล, มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ, กลุ่มสยามพรีเสิร์ฟฟู้ดส์, โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน

ในส่วนของการบริหารจัดการโรงเรียนนั้น จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา และปรับโครงสร้างให้ขึ้นตรงกับเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อสามารถบริหารจัดการให้มีความคล่องตัวมากขึ้น  พร้อมทำหน้าที่ติดตามการดำเนินงานและช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตรงจุด นอกจากนี้ จะมีคณะกรรมการติดตามประเมินผลและวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลเชิงวิจัยและประเมินผลในทุกมิติ ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตลอดจนความเชื่อมโยงกับชุมชน

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการให้กับโรงเรียนทั้ง 42 แห่ง พร้อมรับคู่มือปฏิบัติงาน ในวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเป็นมาและวัตถุประสงค์, เกณฑ์และวิธีการคัดเลือกโรงเรียน, แนวทางดำเนินการ ตลอดจนบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง และการนิเทศติดตาม ประเมินผล อีกทั้ง ศธ. จะได้หารือกับสถานศึกษาสังกัดอื่น ๆ คือ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษาเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการเข้าร่วมโครงการในระยะต่อไปด้วย

“กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจให้โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนามีความยั่งยืนถาวร ไม่ใช่โครงการทดลองหรือเป็นเพียงโรงเรียนต้นแบบเท่านั้น โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลรับผิดชอบการจัดการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ที่สำคัญสถานศึกษาจะได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน  อยู่ได้ด้วยตนเอง” นพ.อุดม กล่าว

นายมีชัย วีระไวทยะ คณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับจากโรงเรียนร่วมพัฒนา คือ แหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน เพื่อช่วยพัฒนาชุมชนและผู้ปกครองให้มีรายได้ โดยในอนาคตอาจมีกองทุนเงินกู้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยเพื่อทำธุรกิจ ส่วนนักเรียนจะเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการบริหารจัดการในโรงเรียน มิใช่เพียงนั่งฟังครูสอนในห้องเท่านั้น แต่จะได้ฝึกทักษะอาชีพและทักษะชีวิต พร้อมทำธุรกิจภายใต้การจัดตั้งกองทุนเงินกู้ รวมทั้งมีระบบรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง

นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ได้ปรับการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ให้ตอบสนองแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนร่วมพัฒนา ภายใต้ข้อจำกัดด้านระเบียบ กฎหมาย งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และอื่น ๆ รวมถึงมีการปรับตัวให้เป็นหน่วยขับเคลื่อนส่งเสริมและแก้ปัญหาให้กับโรงเรียนในโครงการได้อย่างตรงจุด โดยยินดีให้ความร่วมมือในทุกด้านเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมทั้งขยายผลการดำเนินงานไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศด้วย

ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2018/2/160.html

เปิดอ่าน 690 ครั้ง