วันพฤหัส 26 เมษายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าว ศธ. > ผลประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2561

ผลประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2561

หมวดหมู่ : ข่าว ศธ. 31 มีนาคม 2018 เปิดอ่าน 891 ครั้ง

นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2561 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ. เป็นประธานการประชุม และศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม

● กำหนดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา

นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายหลังศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ตามข้อ 10 และข้อ 11 ของหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว 24/2560

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ เป็นการเฉพาะ เพื่อใช้ย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษาครั้งใหม่ให้รัดกุม โดยไม่ให้กระทบกับคำสั่งศาล และให้ยึดหลักการตามคำสั่งศาลปกครองที่ให้สามารถพิจารณาการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการบริหารงานของรัฐได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ด้วยว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกับฝ่ายกฎหมายอย่างกว้างขวาง และพิจารณาเห็นว่าหากรออุทธรณ์เพียงอย่างเดียว การบริหารงานอาจเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาล จึงมีมติให้ออกหลักเกณฑ์การย้ายใหม่ด้วยความรัดกุม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ ว9 และไม่ส่งผลกระทบกับข้อ 10 หรือข้อ 11 ของ ว24/2560 ซึ่งมีตำแหน่งรอการบรรจุอยู่จำนวนมาก โดยคาดว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จภายในช่วงปิดเทอมนี้ ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์ตาม ว24/2560 หลังศาลมีคำสั่งก็ต้องพักไว้ก่อน แต่เมื่อหลักเกณฑ์ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วและมีคุณสมบัติครบ ก็สามารถยื่นขอย้ายตามหลักเกณฑ์ใหม่ได้


● เห็นชอบหลักเกณฑ์ฯ การขอใช้บัญชีสอบตำแหน่งศึกษานิเทศก์

ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นเป็นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีอื่น ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  • ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยการตกลงยินยอมของ กศจ. เจ้าของบัญชี และ กศจ. ที่ขอรายชื่อผู้ได้การคัดเลือก

  • การขอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ให้ดำเนินการตามลำดับและขั้นตอน ดังนี้
    1) ให้ขอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกจากบัญชี ของ กศจ. ที่มีพื้นที่ติดต่อกันในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาคเดียวกัน
    2) หากไม่มี ให้ขอจาก กศจ. ที่มีพื้นที่ติดต่อกันในสำนักงานศึกษาธิการภาคอื่น
    3) หากไม่มี ให้ขอจาก กศจ. ใดก็ได้ ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาคเดียวกัน
    4) หากไม่มี ให้ขอจาก กศจ. ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาคใดก็ได้

  • ให้ กศจ. เจ้าของบัญชี และ กศจ. ที่ขอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่บัญชีเดิมจะครบอายุการขึ้นบัญชี


● เห็นชอบให้เสนอขออัตราว่างจากการเกษียณคืน

ที่ประชุมเห็นชอบให้เสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอยกเว้นเงื่อนไขการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เฉพาะเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 คืนให้กับโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาขยายโอกาส และโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 250 คน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปกติแต่ประสบปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังครู จำนวนรวมทั้งสิ้น 2,965 แห่ง จำนวน 3,621 อัตรา


● เห็นชอบกรอบแนวคิดการให้ข้าราชการครูบางตำแหน่ง เป็นสัญญาจ้างปฏิบัติงานรายปี

ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวคิดในการกำหนดระเบียบ ก.ค.ศ. ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 (ซึ่งมาตรา 52 กำหนดว่า นอกจากการบรรจุและแต่งตั้งเพื่อให้บุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว ก.ค.ศ. อาจกำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางตำแหน่ง เป็นสัญญาจ้างปฏิบัติงานรายปี หรือโดยมีกำหนดเวลาตามระเบียบที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังหรือเป็นพนักงานราชการ โดยไม่ต้องเป็นข้าราชการก็ได้) เพื่อรองรับนโยบาย Public School ของรัฐบาล โดยมีกรอบแนวคิด ดังนี้

  • ในระยะเริ่มแรก ควรกำหนดเฉพาะระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการจ้างบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามสัญญาจ้าง เนื่องจากการจ้างพนักงานราชการมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ให้ปฏิบัติแล้ว

  • การกำหนดตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางตำแหน่งเป็นสัญญาจ้าง ในเบื้องต้นเห็นควรกำหนดเพียง 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา และตำแหน่งครู

  • การสรรหาบุคคลเพื่อจ้าง ใช้กระบวนการคัดเลือก โดยผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตรงตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด เน้นประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ

  • กำหนดระยะเวลาการจ้าง 4 ปี ต้องปฏิบัติงานตามเวลาราชการเต็มเวลา และต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกปี เพื่อประเมินผลการจ้าง

  • ค่าตอบแทนและประโยชน์เกื้อกูลอื่น ๆ ให้เทียบเคียงกับบัญชีอัตราเงินเดือนตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2558 และจะกำหนดเพิ่มขึ้นตามคุณวุฒิ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและผลงานที่ปรากฎ

  • กำหนดให้มีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน สำหรับสถานศึกษาที่มีการจ้างบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามสัญญาจ้าง

  • ใช้งบประมาณของส่วนราชการเป็นค่าจ้าง


● เห็นชอบใช้หลักการเดิมในการสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ปี 2561

ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2561 โดยใช้หลักการเดิมไปก่อน โดยให้มีการสอบทั้ง ภาค ก., ภาค ข. และภาค ค. และให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยให้มีการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ 2 ปี

ทั้งนี้ มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. ไปดำเนินการจัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้นำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนเมษายน 2561

ทั้งนี้ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า สพฐ. ได้จัดทำกำหนดการจัดสอบต่าง ๆ เตรียมไว้แล้ว โดยต้องการให้กระบวนการจัดสอบทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2561  เพื่อบรรจุครูผู้ช่วยได้ภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2561


 แต่งตั้งอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ

ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้ง นายวสันต์ นาวเหนียว เป็นอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล แทน นายอำรุง จันทวานิช ซึ่งพ้นจากการเป็นอนุกรรมการฯ เนื่องจากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2018/1/088.html

เปิดอ่าน 891 ครั้ง

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ ข่าว ศธ.

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook