วันพฤหัส 26 เมษายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > ปลดล็อก..สอบ ‘4 พัน’ ผอ.ร.ร.ร้าง สยบแรงต้านจาก ‘ผู้บริหารมัธยม’

ปลดล็อก..สอบ ‘4 พัน’ ผอ.ร.ร.ร้าง สยบแรงต้านจาก ‘ผู้บริหารมัธยม’

หมวดหมู่ : บทความ 19 มีนาคม 2018 เปิดอ่าน 957 ครั้ง

อึมครึมมาปีกว่าสำหรับปัญหาเรื้อรังกรณีโรงเรียนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ “ว่างเว้น” ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการโรงเรียน กระทั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการ หรือครูภายในโรงเรียนมานั่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน หรือไม่ก็แต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนใกล้เคียงเข้าไปนั่งบริหารควบคู่กันไป

แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เต็มร้อย เพราะรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนเหล่านั้น ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ หรือเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย ส่งผลให้การบริหารจัดการศึกษาหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาตามมา

ทั้งนี้ ปัญหาเริ่มต้นจากที่ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองอุบลราชธานีเมื่อราวปลายปี 2559 และร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ประทับรับฟ้องคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) อุบลราชธานี และคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) อุบลราชธานี เป็นจำเลยกรณีย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน ประจำปี 2559 โดยมิชอบ รวม 33 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 จากกรณีการโยกย้าย และแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา ประจำปี 2559 ตามมติ กศจ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โดยไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการให้คะแนนที่มีผลต่อการย้าย และแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลปกครองอุบลราชธานี มีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ให้ทุเลาบังคับคดีดังกล่าว

นำมาสู่ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกหนังสือตามคำสั่งของ *นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศให้ชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ไว้เป็นการชั่วคราว

“เนื่องจากศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 10 และข้อ 11 ของหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. (ว24/2560) ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.จึงมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.แจ้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ให้ชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับ” หนังสือระบุ

พร้อมกันนั้น ก.ค.ศ.ได้อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2560

การว่างเว้นการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารโรงเรียนมาตลอดปีกว่า ทำให้สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) สมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.บ.พ.ท.) ตลอดจนผู้อำนวยการโรงเรียน แท็คทีมกันเรียกร้องให้ ก.ค.ศ.เร่งจัดสอบบรรจุผู้บริหารโรงเรียน โดยมองว่าคำสั่งทุเลาบังคับคดีของศาลปกครองเป็นการคุ้มครองเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

“ในรอบปีที่ผ่านมา ก.ค.ศ.ไม่ได้จัดสอบบรรจุผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ทั้งที่บัญชีเดิมได้หมดอายุแล้ว ส่งผลให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาเสียโอกาสในการสอบบรรจุเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา และการไม่จัดสอบ ยังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการสายผู้บริหารสถานศึกษา ที่กำหนดให้สัดส่วนของจำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้ ‘รับย้าย’ และที่จะใช้’บรรจุแต่งตั้ง’ ให้เท่ากัน หรือต่างกันได้ไม่เกินหนึ่งตำแหน่ง แม้ในหลักเกณฑ์จะระบุไว้ว่าเว้น แต่ไม่มีผู้ได้รับคัดเลือกขึ้นบัญชี หรือไม่มีผู้ขอย้ายลงตำแหน่งว่าง ให้พิจารณาใช้ตำแหน่งว่างได้ตามความเหมาะสม แต่บทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการสอบแล้ว และมีใช้บัญชีจนหมดแล้ว ดังนั้น ส.บ.ม.ท.จึงเรียกร้องให้ ก.ค.ศ.เร่งสอบบรรจุโดยเร็ว เพื่อให้ทันกับการทดแทนกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนที่จะเกษียณในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” *นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ* นายก ส.บ.ม.ท.ระบุ

นอกจากนี้ นายรัชชัยย์ยังระบุด้วยว่า ศาลปกครองได้มีคำสั่งให้ชะลอการย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงควรมีหนังสือแจ้งให้ กศจ.กันอัตราว่างเพื่อใช้เรียกบรรจุผู้สอบขึ้นบัญชีในสัดส่วนที่เท่ากับจำนวนที่จะรับย้ายเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ เพราะหาก ก.ค.ศ.ไม่กันอัตราไว้สำหรับเรียกบรรจุ กศจ.ก็จำเป็นต้องรับย้ายผู้บริหารต่างประเภท คือผู้บริหารจากสายประถมศึกษามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกบรรดารองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดปัญหาเริ่มคลี่คลายเมื่อในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ ส.บ.ม.ท.ที่โรงแรมสตาร์ จ.ระยอง ระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม ที่ผ่านมา นพ.ธีระเกียรติ และ *นายบุญรักษ์ ยอดเพชร* เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตอบรับคำเชิญของ ส.บ.ม.ท.ที่จะร่วมงานสัมมนา โดย นพ.ธีระเกียรติ ยังได้ขึ้นเวทีกล่าวบรรยายพิเศษ และตอบคำถามที่ใครหลายคนยังคาใจให้กับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ร่วมงานกว่า 2,500 คน ได้รับฟังด้วย

นพ.ธีระเกียรติ ระบุว่า กรณีศาลปกครองอุบลราชธานี มีคำสั่งให้ชะลอการย้ายผู้บริหารโรงเรียนตามเกณฑ์การย้าย ว24 นั้น ศธ.มิได้นิ่งนอนใจโดยได้พยายามหาแนวทางในการแก้ปัญหาหลายแนวทาง ศธ.จะเสนอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาให้มีการดำเนินการย้ายตามเกณฑ์ ว9 ในการประชุมครั้งต่อไป เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ที่ยังไม่ยกเลิก และเป็นไปตามที่ศาลปกครองอุบลราชธานีชี้แนะไว้ในคำสั่งของศาล

ขณะที่นายบุญรักษ์ ได้ตอบคำถามของนายก ส.บ.ม.ท.ที่ลุกขึ้นถามกรณีที่ ก.ค.ศ.มิได้จัดสอบบรรรจุบุคคลให้ขึ้นบัญชีเพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้อำนวยการโรงเรียนที่ว่างให้เสร็จสิ้นก่อนประกาศใช้เกณฑ์การย้ายเมื่อปี 2560 ส่งผลให้บรรดารองผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เสียสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าว

โดยนายบุญรักษ์ ชี้แจงว่า “การพิจารณาย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2560 เป็นหน้าที่ของ กศจ.ทุกจังหวัดที่จะต้องกันตำแหน่งว่างของผู้อำนวยการไว้เพื่อเรียกบรรจุผู้สอบขึ้นบัญชีได้ในสัดส่วนจำนวนที่เท่ากับที่จะรับย้าย โดยจะรีบทำหนังสือแจ้งให้ กศจ.ทุกจังหวัดดำเนินการกันตำแหน่งว่างดังกล่าวไว้เพื่อรองรับผู้ที่จะขึ้นบัญชีสอบบรรจุผู้อำนวยการต่อไป

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมพัฒนาประสิทธิภาพการกระจายอำนาจแบบคลัสเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สพฐ.ที่โรงแรมรอแยลรัตนโกสินทร์ นายบุญรักษ์ ยังแถลงว่า “รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบหมายให้ทีมกฎหมาย สพฐ.จัดเตรียมเอกสารเสนอ ถ้าสามารถทำตามหลักเกณฑ์ฯ ว9 ได้ สพฐ.จะเร่งดำเนินการทันที แต่หากทำแล้ว มีปัญหาผูกพัน สพฐ.จะหาวิธีอื่นแทน และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยังมอบหมายให้เลขาธิการ ก.ค.ศ.พิจารณาเรื่องการใช้หลักเกณฑ์ฯ ว9 ในการจัดสอบด้วย โดยต้องดูอย่างรอบด้าน ซึ่งจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ก.ค.ศ.วันที่ 30 มีนาคมนี้”

ค่อนข้างเห็นความหวังว่าการจัดสอบบรรจุผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขึ้นบัญชีไว้ก่อน น่าจะมีขึ้นภายในปีนี้ เพราะเลขาธิการ ก.ค.ศ.เคยแย้มว่า สำนักงาน ก.ค.ศ.อาจจะเสนอแนวทางให้เปิดสอบ แต่จะไปกำหนดไว้ในเงื่อนไขการรับสมัครว่า การสอบครั้งนี้จะขึ้นบัญชีไว้ก่อน และจะบรรจุแต่งตั้งก็ต่อเมื่อดำเนินการย้ายเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟ้องร้องตามมา

เป็นทางออกที่ลดอุณหภูมิร้อนแรง และลดแรงเสียดทานไปได้พอสมควร!!

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/881721

เปิดอ่าน 957 ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook