วันพฤหัส 26 เมษายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าวการศึกษา > คุกคนละ 10 ปี ‘ปาเกียว เมืองไทย’-คู่หู ปลอมตั๋วแลกเงินแบงก์ฮ่องกง ตุ๋น สกสค.กู้เงินกว่า 2.1 พันล้าน

คุกคนละ 10 ปี ‘ปาเกียว เมืองไทย’-คู่หู ปลอมตั๋วแลกเงินแบงก์ฮ่องกง ตุ๋น สกสค.กู้เงินกว่า 2.1 พันล้าน

หมวดหมู่ : ข่าวการศึกษา 16 มีนาคม 2018 เปิดอ่าน 346 ครั้ง

 

คุกคนละ 10 ปี ปาเกียว เมืองไทย “เดอะบิ๊ก” สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจกับคู่หู ปลอมตั๋วแลกเงินแบงก์ฮ่องกงตุ๋น สกสค.กู้เงินกว่า 2.1 พันล้าน

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีปลอมตั๋วเงิน หมายเลขดำ อ.134/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา อายุ 43 ปี หรือเดอะบิ๊ก อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ในศึกไทยลีก และนายสิทธินันท์ หลอมทอง อายุ 36 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268

ตามฟ้องของอัยการโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ระบุพฤติการณ์ความผิดของจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556-21 กรกฎาคม 2557 จำเลยกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยนายสิทธินันท์ หลอมทอง กรรมการผู้มีอำนาจ และในฐานะส่วนตัว กับพวกของจำเลย ได้ร่วมกันปลอมเอกสารตั๋วแลกเงินหรือดราฟต์ (Draft ตราสารที่ธนาคารจะเป็นผู้ออกให้ใช้สำหรับการเรียกเก็บหรือชำระเงินค่าสินค้าต่างๆ ที่จะระบุว่าให้บุคคลใดจ่ายเงินให้แก่บุคคลใด) ทั้งฉบับของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยพวกจำเลยร่วมกันนำกระดาษที่มีลวดลาย พิมพ์ด้วยอักษรภาษาอังกฤษสีเทาจางๆ ในชื่อของธนาคารดังกล่าว เรียงต่อกันจนเต็มพื้นที่หน้ากระดาษ และตัดให้มีขนาดประมาณ 8 x 20 ซม.ใกล้เคียงกับขนาดแบบฟอร์มตั๋วแลกเงินฉบับตัวจริง และพิมพ์อักษรตัวย่อภาษาอังกฤษของ HSBC ตามด้วยเครื่องหมายของธนาคารบนมุมด้านซ้ายมือ รวมทั้งการพิมพ์หมายเลข, วันที่ แสดงไว้สำหรับการสั่งจ่ายเงินก่อนที่จะนำตั๋วแลกเงินปลอมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาทไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ ผู้เสียหาย จนหลงเชื่อว่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทบิลเลี่ยนฯ จำนวน 2,100 ล้านบาท ที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำมาหลอกขายให้ สกสค. ทำให้ สกสค.เชื่อว่าพวกจำเลยสามารถหาหลักทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับธนาคารเป็นอาวัล (การรับประกัน การใช้เงินตามตั๋วเงิน) กระทั่งคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ชพค.ยึดถือไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

การที่จำเลยกับพวกนำตั๋วสัญญาใช้เงินปลอมมาหลอกขายให้กับ สกสค.ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอมจึงเป็นความผิด โจทก์จึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268

จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีโดยไม่ได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นจับกุม-ฝากขัง และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเรื่อยมา

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความ และพยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมนั่นเอง

พิพากษาลงโทษฐานร่วมกันใช้ตั๋วเงินปลอมเพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 10 ปี ริบของกลาง

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่านายสัมฤทธิ์ หรือเดอะบิ๊ก อดีตประธานสโมสรฟุตบอลทีมเพื่อน ตำรวจ และนายสิทธินันท์ ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการกล่าวหาความผิดดังกล่าว สืบเนื่องจากได้มีการกู้เงินกับกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 3 ครั้ง มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ต่อมาทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการทำเรื่องกู้ที่ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจากการกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก สกสค. และยังพบว่าเอกสารที่ใช้ในการกู้ยืมเป็นเอกสารปลอม ไม่สามารถใช้เป็นเอกสารหรือหลักฐานในการค้ำประกันเงินกู้ได้จริง จึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบและดำเนินคดีกับจำเลยในที่สุด

สำหรับนายสัมฤทธิ์ หรือเดอะบิ๊ก ได้รับฉายาว่า “ปาเกียว เมืองไทย” เนื่องจากมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ “เดอะ แพ็คแมน” แมนนี่ ปาเกียว นักชกชื่อดังแชมป์โลกขวัญใจชาวฟิลิปปินส์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 จับกุมตัวเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559

ส่วนนายสิทธินันท์ ถูกตำรวจ สน.ดุสิต จับกุมตัวเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2559

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/878192

เปิดอ่าน 346 ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook