วันพฤหัส 26 เมษายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > เหลียวหลังแลหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย “ปีไก่อลวน” ต่อ “ปีจอจำเจ”

เหลียวหลังแลหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย “ปีไก่อลวน” ต่อ “ปีจอจำเจ”

หมวดหมู่ : บทความ 30 ธันวาคม 2017 เปิดอ่าน 1,551 ครั้ง

นับถอยหลังอีกเพียงสองวัน “ปีไก่” 2560 ก็จะโบกมือลา และ “ปีจอ” 2561 จะย่างเข้ามาแทนที่ วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปรวดเร็ว เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ปรับเปลี่ยนมาจนถึง “ครม.ประยุทธ์ 5”

“ทีมการศึกษา” ได้เคยตั้งคำถามกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ถึงการบุกตะลุยใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ขจัดเสี้ยนหนามที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา เพื่อหวังใส่เกียร์เดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้ไปถึงฝั่งตามที่สังคมมุ่งหวัง

โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ให้มีการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยจัดตั้ง คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารงานแทนส่วนกลาง มีศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นตัวแทนกระทรวงขับเคลื่อนงานการศึกษาในจังหวัดและภูมิภาค

เป็นทางออกของการปฏิรูปประเทศจริงหรือ???

วันนี้เราจึงขอทำหน้าที่ฉายภาพการทำงานตลอดปี 2560 ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ต่างๆซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การถูกฟ้องกราวรูดยกบอร์ด กศจ.อุบลราชธานี หลังถูก 4 ผู้อำนวยการสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นโจทก์ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวหาสั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ฉันใด การถูกฟ้องของบอร์ด กศจ.อุบลราชธานี เพราะส่งผลให้ กศจ.หลายจังหวัดโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนไม่น้อย เกิดอาการหวาดผวาจนอยากจะ “โยนเผือกร้อน” ให้พ้นมือ

และถึงขั้น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ต้องส่งมือดีอย่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้ว่าราชการจังหวัด เดินสายทั่วประเทศกล่อมให้รับภาระหน้าที่ต่อ พร้อมขอร้องแกมบังคับให้ทุกคนนั่งหัวโต๊ะเป็น ประธานบอร์ด

กศจ. ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่ ครม.ประยุทธ์ 5 ม.ล.ปนัดดาที่เคยรับหน้าที่เป็นกาวใจถูกปรับพ้นเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการแล้ว

ตอกย้ำด้วยเรื่องที่ “ทีมการศึกษา” มองว่าเป็นปมปัญหาใหญ่คือ เกิด “ศึกแย่งอำนาจ” ระหว่าง ศึกษาธิการจังหวัด กับ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ในประเด็นการลงนามบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งเดิมเคยเป็นอำนาจของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในขณะที่คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ระบุให้เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด ในฐานะเลขานุการ กศจ.

เรื่องของอำนาจ ไม่เข้าใคร ออกใคร เห็นได้ชัดจากปฏิกิริยาที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่ง แสดง ออกถึงการต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

เริ่มตั้ง แต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาไม่ต่ำกว่า 28 เขต ไม่ยอมเซ็นอนุมัติการเกลี่ยอัตรากำลังข้าราช-การครูและบุคลากรทาง การศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อโอนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงาน ศธจ.ทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่าคนไม่พอ เป็นเหตุให้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค หรือ คปภ. ต้องเข้ามาห้ามทัพ ก่อนมีมติชะลอการเกลี่ยอัตรากำลังครั้งที่ 3 จนกว่าจะมีการทบทวนกรอบอัตรากำลังของสำนักงาน ศธจ. และ สพท.ใหม่ เพื่อให้มีคนเพียงพอกับการปฏิบัติงาน

แทนที่จะ “บูรณาการ” การทำงานในภูมิภาค เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ ความขัดแย้งกลับขยายวงกว้าง เมื่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ตอบกลับหนังสือเชิญของ สำนักงาน ศธจ.นครราชสีมา ปฏิเสธการเข้าร่วมงานประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการบรรจุใหม่ ด้วยถ้อยคำที่เหมือนกระแทกแดกดันว่า “ทราบ ไม่ไป ข้าราชการที่บรรจุใหม่ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ” ทำให้ความร้าวฉานยิ่งบาดลึก

และตอกตะปูปิดฝาโลง ส่งท้าย “ปีไก่อลวน” ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานบุคคลของ ศธ. ในภูมิภาค ภายใต้โครงสร้างใหม่

คือการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ตกเป็นข่าวครึกโครม กรณีของ น.ส.วนาลี ทุนมาก และ น.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี ครูสอนวิชาสังคมศึกษา ที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) เรียกตัวไปปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จ.ตาก ได้ 5 เดือน เงินเดือนก็ไม่ได้รับ จู่ๆก็มีหนังสือจาก สพม.เขต 38 แจ้งว่า กศจ.ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งเนื่องจากไม่เป็นไปตามมติ

จนต้องพ้นจากการเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” โดยที่ครูทั้งสองไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากส่วนงานราชการ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นความผิดพลาดของ สพม.38 จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง อดีต ผอ.สพม.38 เป็นที่เรียบร้อย และความผิดพลาดดังกล่าวนำไปสู่การยื่นหนังสือของ 2 ครูสาวเพื่อขอความเป็นธรรมจาก คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน ช่วย “เยียวยา” ให้ได้กลับเข้ารับราชการ พร้อมๆกับการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลก เพื่อขอเงินชดเชยค่าเสียหายด้วยตัวเลข 7 หลัก

“เกมอำนาจ” ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่สร้างความร้าวฉาน แต่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อราชการ และยังทำให้การปฏิรูปการศึกษาเผชิญสภาพ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” แม้เวลาล่วงเลยมาจนจะสิ้นปี แต่ปัญหาดังกล่าวยังไร้ทางออก จน รมว.ศึกษาธิการต้องสั่งการให้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้นสังกัดของ ศธจ. และ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้นสังกัดของเขตพื้นที่ หารือร่วม นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อ “หย่าศึก” ที่เกิดขึ้น

ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ขอแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. ด้วยการคืนอำนาจในการลงนามบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3)
และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้ ผอ.สพท.

พร้อมกับการตั้งคณะกรรมการ กศจ. ขึ้น 2 คณะ คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา และ คณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ซึ่งแยกงานการศึกษากับการบริหารงานบุคคลออกจากกัน แต่ทั้งสองคณะยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ศธจ. เป็นเลขานุการ และ ผอ.สพท.เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง พร้อม “คานอำนาจ” ด้วยการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางจำนวนเท่ากับ ผอ.สพท.ร่วมนั่งในบอร์ดเป็นการขอแก้ไขคำสั่ง คสช.ส่งท้ายปี ที่ “ทีมการศึกษา” มองว่าคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่???

ท่ามกลางการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานของ ศธ.ในภูมิภาค ที่มองว่าจะเป็นกลไกช่วยกระตุ้นให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้นเริ่มรางเลือน สังคมต่างหันไปฝากความหวังไว้กับ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่มี ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายด้านถึง 24 คน ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 แต่งตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

โดยบอร์ดอิสระฯมีการประชุมทุกวันอังคารตามรอย ครม. พร้อมลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมจัดทำแผนปฏิรูปการศึกษาเสนอรัฐบาล โดยวาง 4 เป้าหมายหลัก คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งโอกาสการเข้าถึง การเพิ่มทางเลือกและการเรียนรู้พัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพผู้เรียน 2.คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม 3.มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.การปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

พร้อมอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญคือ การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่เปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญการศึกษา” ที่จะช่วยพลิกโฉมการศึกษาไทย แต่ด้วยเวลาเพียง 7 เดือนของการทำงานที่ผ่านมา ผลงานจึงยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง มีเพียง ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. … เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับก่อนวันที่ 6 เม.ย.2561 ตามที่ “ขีด เส้นตาย” ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนเรื่องสำคัญอื่นๆ ทั้งการพัฒนาเด็กปฐมวัย การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรและการวัดผลประเมินผล การคัดกรองและพัฒนาครู อาจารย์ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษายังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ปี 2561 น่าจะมีแนวทางการขับเคลื่อนออกมาอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ดูเหมือนเส้นทางจะไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากระหว่างทางมีหลายประเด็นที่บอร์ดอิสระฯ ให้ความเห็นชอบ เพื่อเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปสู่การปฏิบัติ อาทิ โรงเรียนนิติบุคคล การจัดการเรียนการสอนแบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน และการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาพิเศษ ที่เป็นรูปแบบใหม่ในการจัดการศึกษาที่มีความอิสระและคล่องตัวเพราะแทบทุกเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ มักจะ “มองต่างมุม” และมีเสียงทัดทานตามมาแทบทั้งสิ้น โดยยกเรื่องของกฎหมายที่จะมารองรับ และความยากลำบากในฐานะผู้ปฏิบัติมาเป็นข้ออ้าง

“ทีมการศึกษา” มองว่าการจะปฏิรูปการศึกษาไทยให้ได้ผลตามที่สังคมคาดหวัง ทุกคน ทุกฝ่ายต้องเลิกยึดติดในอำนาจแล้วพบกันครึ่งทาง โดยยึดประโยชน์ของเด็กและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้การทำงานในปีจอ 2561 ไม่ซ้ำซากจำเจ เสมือนพายเรืออยู่ในอ่าง

ลด “ทิฐิ” ละ “อัตตา” เพื่อการศึกษาไทย เป็นความหวังของการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง!!!

 

 

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1165375

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook