วันพุธ 18 ตุลาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าวการศึกษา > ชี้ปัจจัยสำเร็จและล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาไทย

ชี้ปัจจัยสำเร็จและล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาไทย

หมวดหมู่ : ข่าวการศึกษา 5 ตุลาคม 2017 เปิดอ่าน 917 ครั้ง

คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เผยผลสำรวจ Education Watch พบนโยบายการศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของครูและนักเรียนอย่างแท้จริง

วันนี้(5ก.ย.) จากการเสวนา”ปัจจัยความสำเร็จและความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาไทย”  จัดโดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รศ.ดร.ศิริเดช สุขีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากผลการสำรวจ Education Watch ของคณะครุศาสตร์ พบว่า นโยบายการศึกษาในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์และความต้องการที่แท้จริงของครูและนักเรียน ส่วนบริหารจัดการ นั้น ศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด ไม่สามารถประสานงานกับเขตพื้นที่การศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาอย่างเต็มที่ และผู้บริหารสถานศึกษาก็ไม่ได้เน้นการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาอย่างแท้จริง สำหรับหลักสูตรและการเรียนการสอน ยังเป็นหลักสูตรที่กำหนดเนื้อหามากเกินไป ไม่เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่  ซึ่งครูไม่สามารถสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่เหมาะสมได้ และไม่สามารถสอนได้ทันตามหลักสูตรที่กําหนด  อีกทั้งยังใช้วิธีการสอนแบบเดิมที่เคยชินทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนได้

คณะบดีคณะครุศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการวัดและประเมินผลนั้น พบว่าข้อสอบระดับประเทศไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนและยากเกินไป ซึ่งครูใช้การวัดผลเพื่อตัดสินมากกว่าพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน สำหรับตัวครูก็มุ่งทําผลงานเลื่อนวิทยฐานะที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง เป็นภาระที่นอกเหนือจากการสอน ถือเป็นการเบียดบังเวลาสอนของครู อีกทั้งครูต้องทําหน้าที่อื่นจนขาดสมาธิในการสอนและดูแลผู้เรียน ทำให้ไม่มีเวลาเอาใจใส่นักเรียนอย่างจริงจัง ขณะที่การประกันคุณภาพ เป็นเรื่องที่ครูต้องเสียเวลากับการเตรียมรับการประกันคุณภาพ ที่ไม่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาสถานศึกษาอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ประเมินเข้าไม่ถึงความจริง หรือให้ข้อเสนอแนะไม่ตรงประเด็น

นายจีรวัฒน์ ขวัญช่วย อดีตรองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)10 กล่าวว่า ความล้มเหลวทางการศึกษาที่ตนค้นพบในพื้นที่ คือ เรื่องการไม่กระจายอำนาจ ที่ยังมีการรวบอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง เพราะหากเกิดขึ้นโดยแท้จริง จะเกิดผลที่ดี โดยเฉพาะการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ในการให้ผู้บริหารสามารถเลือกครูที่เหมาะสมกับโรงเรียนได้เอง รวมถึงงบประมาณที่โรงเรียนคิดเองว่าจะใช้ริเริ่มโครงการอะไร ไม่ใช่งบประมาณที่มาจากโครงการที่ถูกสั่งการมาเท่านั้น

นายจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560 กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ตนยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องการจัดการศึกษา ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาเพื่อให้มีอาชีพ เพื่อให้อยู่ในสังคมที่ดีและย้อนกลับมาสร้างคุณประโยชน์ให้แผ่นดินได้ ดังนั้นในการทำงานตนจึงเน้นสอนให้เด็กมีอาชีพ เป็นคนดี และทำประโยชน์ได้ ทั้งนี้ตนอยากให้ครูเข้าถึงหัวใจของวิชาที่สอนอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่านโยบายหรือหลักสูตรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่หัวใจของวิชาไม่เคยเปลี่ยน ถ้าครูมีความมั่นคงและเข้าถึงหัวใจของแต่วิชาก็จะสามารถสอนเด็กได้ดี และเข้าถึงทุกยุคทุกสมัยได้

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เป้าหมายการเรียนรู้ของไทย คือ ไทยแลนด์ 4.0 แต่เวลานี้หลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศยังเป็น 2.0 ซึ่งใช้หลักสูตรนี้มากว่า 10 ปีแล้ว ถือว่าค่อนข้างล้าหลังแล้ว ซึ่งหากยังเป็นอยู่เหมือนเดิมทุกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะไปถึง 4.0 ได้อย่างไร ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการปรับหลักสูตรที่ทันสมัยมากนัก ดังนั้นหากไม่มีการปรับหลักสูตรก็จะกลายเป็นตัวถ่วงระบบการศึกษา เพราะเหมือนการใช้เกวียนคือหลักสูตร 2.0 ในการพาประเทศ

 

 

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/602625

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook