วันศุกร์ 15 ธันวาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > “ตวง อันทะไชย” รื้อครั้งใหญ่ปฏิรูปการศึกษา

“ตวง อันทะไชย” รื้อครั้งใหญ่ปฏิรูปการศึกษา

หมวดหมู่ : บทความ 26 กรกฎาคม 2017 เปิดอ่าน 2,647 ครั้ง

หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งประกาศใช้แล้ว ระบุว่า การศึกษาของประเทศที่จะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามบทบัญญัติยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงเป็นโอกาสอันดีที่โพสต์ทูเดย์จะมานั่งคุยกับ ตวง อันทะไชย ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารสังคม ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้

ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารสังคม เริ่มต้นการสนทนาโดยบอกว่า การปฏิรูปการศึกษารอบนี้จะสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างเกื้อหนุนและเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อกอปรกับสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามที่กรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดทำแผนเฉพาะกิจปฏิรูปการศึกษาในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 ให้ สนช.พิจารณา ก่อนส่งต่อให้คณะรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตามลำดับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับแผนที่่ส่งไปแต่ก็มีความเห็นเพิ่มในเพียงบางประเด็น

“หลายประเด็นที่ระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมือทำเลยทันที และที่ผ่านมาก็มีการดำเนินการไปแล้ว เช่นเรื่องการดูแลพัฒนาเด็กเล็ก โดยระบุในแผนให้ตั้งสถาบันแห่งชาติพัฒนาเด็กเล็ก เราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญที่ระบุในเรื่องนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบังคับให้รัฐสนับสนุนงบประมาณรายหัว ต้องจัดการเรียนการสอนให้เด็กแต่ละช่วงอายุ จะจัดแบบตามมีตามเกิดแบบเมื่อก่อนไม่ได้ จากนี้ต้องมีการออกแบบกระบวนการหลักสูตรการเรียน การดูแล การวัดผล ซึ่งเด็กวัยนี้ไม่ต้องเรียนเหมือนเด็กโต ต้องเน้นกระบวนการเล่น ที่พัฒนาสติปัญญา สมองรัฐธรรมนูญระบุเลยว่าเรื่องนี้ ให้รัฐบาล ท้องถิ่น เอกชนร่วมมือกันจัดสรรขึ้น

ต่อจากการพุงเป้าไปที่เด็กเล็ก ก็คือการปรับปรุงระบบการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ จัดการหลักสูตร ปัจจุบัน เราสอนให้คนท่องจำเพื่อไปสอบวัด แล้วได้ใบรับรองการศึกษา แต่สิ่งที่เรากำลังปรับปรุงใหม่ คือการเรียนในอนาคต ต้องเรียนเพื่อให้มีอาชีพมีงานทำ ลดความเหลื่อมล้ำ หลักสูตรในอนาคตจะต้องออกแบบวิธีสอนและวิธีวัดผลใหม่ เป็นกระบวนการเรียนแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง ที่เน้นการเรียนการสอนด้วยกระบวนการที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ การปฏิบัติสิ่งที่ชอบจริงๆ จะทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ระหว่างลงมือทำ จนเกิดทักษะในการประมวลองค์ความรู้นำไปสู่การสรุปบทเรียน ประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ ปรับการเรียนการสอน การวัดผลเป็นแบบนี้หมดแล้ว ที่ผ่านมาเราได้คะแนนโอเน็ต คะแนนพิซ่าต่ำเพราะเราสอนแบบเน้นท่องจำ แต่ออกข้อสอบเป็นแบบที่คิดว่าสอนแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง”ตวง กล่าว

อดีตประธานกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สนช. กล่าวอีกว่า การเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ใช่ความผิดของครูผู้สอน เพราะครูนั้นสอนตามที่หลักสูตรระบุไว้ ซึ่งในอนาคตเมื่อหลักสูตรเปลี่ยนครูก็ต้องเปลี่ยนวิธีการสอนตามไปด้วย

“เมื่อหลักสูตรเปลี่ยน ระบบการเรียนการสอนก็ต้องถูกเปลี่ยนให้สอดคล้องกัน เดิมเราเรียนไปตามหลักสูตรจนจบระดับต่างๆ ใครเรียนเก่งสอบวัดคะแนนดี ก็ไปประกอบอาชีพชั้นนำ เป็นหมอ เป็นวิศวกร ฯลฯ ไม่เก่งก็ไปเรียนอาชีวะ แต่โลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว โลกไม่ต้องการเพียงแค่คนเก่งแต่วิชาการ แต่ต้องการคนเก่งที่มีความสามารถเฉพาะตัวตามที่ทฤษฎีพหุปัญญาของ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกไว้ว่า การวัดระดับสติปัญญาหรือไอคิวอาจได้ผลเพียงเสี้ยวเดียว เพราะว่าวัดได้เพียงเรื่องของภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น

ยังมีความสามารถอีกหลายด้านที่แบบทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถวัดได้ครอบคลุมถึง เช่น เรื่องของความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางศิลปะ เพราะสติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน แสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป

นอกจากนี้ ยังต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานจัดการเรียนการสอน ปรับระบบการวิจัย นิเทศ ติดตามแหล่งเรียนรู้ โดยตั้งสถาบันการจัดการเพื่อสังคมการศึกษาตลอดชีวิต ยึดเด็กหรือผู้เรียนเป็นเป้าหมาย อำนาจของ ศธ.ลงมา จากผู้จัดการศึกษา เป็นผู้ส่งเสริมให้หน่วยงานในสังกัด โดยจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับติดตาม ประเมิน ควบคุมทิศทาง สนับสนุนให้ท้องถิ่นและเอกชนจัดการศึกษา”ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารสังคม กล่าว

สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเห็นความเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเห็นชัดจากโรงเรียนที่พร้อมประกาศเป็นนิติบุคคล เช่น โรงเรียนประจำจังหวัด ประจำอำเภอ หรือเป็นกลุ่มโรงเรียนรวมตัวกัน ซึ่งโรงเรียนกลุ่มนี้จะมีโอกาสให้จัดการตัวเองได้มากขึ้น เช่น เลื่อนขั้นเงินเดือนครูเองได้ จัดหาสิ่งปัจจัยการเรียนการสอนที่ขาดแคลนเองได้ เช่น จ้างครูสอนภาษา หรือตั้งงบประมาณจัดหาอุปกรณ์ที่ต้องใช้เพื่อการเรียนการศึกษาที่ออกแบบไว้บางเรื่องเป็นการเฉพาะ เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการผลิตผลการเกษตร ทรัพยากรในท้องถิ่น

“ต้องยอมรับว่าปฏิรูปในยุคก่อนนั้นเข้าไม่ถึงตัวผู้เรียน แต่รอบนี้การเปลี่ยนบทบาทการจัดการศึกษาให้การบริหารจากส่วนกลางเล็กลง เป็นการทำหน้าที่กำกับเชิงนโยบายเพื่อกระจายอำนาจให้จังหวัดเป็นฐานเพื่อเชื่อมโยงจากบนสู่ล่างและล่างขึ้นบน เปิดช่องทางให้สถานศึกษากำหนดบทบาทต่อผู้เรียนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรอให้กระทรวงหรือเขตสั่ง การศึกษายุคใหม่จะไม่พูดถึงอำนาจการบริหารของข้าราชการ ตำแหน่ง แล้วหวังว่าพวกเขาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แต่ต้องพุ่งเป้าไปที่ผู้เรียนทุกระดับ แล้วถามผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในทุกระดับว่าจะเข้าไปทำอะไรให้ขับเคลื่อนการศึกษาไปในทางที่ดีขึ้น

และถ้าโรงเรียนเข้มแข็งในอนาคตใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ก็เหมือนเดิม เพราะไม่มีอำนาจไปรื้อหรือสั่งการอะไรโรงเรียนได้ จะงอกโครงการประชานิยมประกาศมอบ หรือให้สิ่งที่โรงเรียนไม่ต้องการหรือไม่มีความจำเป็นไม่ได้ และไม่ต้องกลัวเรื่องแต่ละโรงเรียนหรือท้องที่หรือท้องถิ่นมีการทุจริต เพราะท้องถิ่นซึ่งหมายถึงผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่ในวันนี้ มีระบบตรวจสอบการทุจริต คัดกรองโครงการต่างๆ กันเองที่เข้มแข็งกว่าส่วนกลางอีก เพราะพวกเขาอยากให้โรงเรียนมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกหลาน” ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารสังคม คณะกรรมการอิสระฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

ที่มา http://www.posttoday.com/analysis/interview/505369

เปิดอ่าน 2,647 ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook