วันศุกร์ 26 พฤษภาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > ภาษาไทย อ่านน้อยก็เขียนได้ไม่มาก

ภาษาไทย อ่านน้อยก็เขียนได้ไม่มาก

หมวดหมู่ : บทความ 7 มีนาคม 2017 เปิดอ่าน 1,101 ครั้ง

ภาษาไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนจำพวกหนึ่ง ที่ต้องการแสดงตนเป็นผู้รักและเทิดทูนความเป็นไทย ด้วยการดราม่าเมื่อพบใครทำบกพร่อง เช่น สะกดถ้อยคำภาษาผิดจากพจนานุกรม, ออกเสียงต่างจากราชบัณฑิตย์กำหนดหรือต่างจากตน ฯลฯ

ทั้งๆ ตัวเองก็เคยเขียนผิดอ่านพลาดตามปกติของคนปกติ แต่พอเด็กนักเรียนหรือใครพลาดขึ้นมาเป็นออกอาการ ยิ่งโพยตีพายราวกับบ้านเมืองจะล่มจม
ภาษาพูดกับภาษาเขียนไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ปนกันได้ทั้งนั้น ในศิลาจารึกก็ปน ในวรรณคดีโบราณก็มีปน ในพระราชนิพนธ์ ร.5 ก็ไม่เว้น ขอให้ดูในไกลบ้าน, พระราชพิธีสิบสองเดือน ฯลฯ

หลังรับเทคโนโลยีและวัฒนธรรมตะวันตกแล้วมีการพิมพ์แพร่หลาย ราวสมัย ร.5 จึงเริ่มจัดระบบการเขียนที่เรียกอักขรวิธีและอ่านออกเสียง แต่ก็ไม่ลงตัว จนมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานถึงเริ่มเข้าที่ทาง ถึงกระนั้นปัญหาก็ไม่หมดและไม่น่าจะหมด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ

อย่าบังคับเด็กอ่าน

ครูสอนภาษาไทยไม่ควรเอาเป็นเอาตายกับเด็กนักเรียนในสิ่งเหล่านี้ เช่น สะกดผิด, ภาษาพูดปนภาษาเขียน ฯลฯ เพราะใครๆ ก็พลาดได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งนักปราชญ์, นักวิชาการ, นักคิด, นักเขียน, กวี ฯลฯ
ข้อบกพร่องผิดพลาดเหล่านี้ไม่มีวันหมด แต่ลดลงได้เมื่ออ่านบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ แล้วแก้ไขบ่อยๆ เพราะจะทำให้รู้โดยประสบการณ์ว่าที่สมควรเป็นยังไง? สังคมต้องการแบบไหน?
แต่การอ่านต้องชักจูงโน้มน้าวอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด โดยสร้างสภาพแวดล้อมชวนอ่านหนังสือสารพัด (ดัง TK Park พยายามทำก็เป็นช่องทางหนึ่ง) จุดสำคัญคือ ต้องไม่บังคับขู่เข็ญ และไม่กะเกณฑ์เกรี้ยวกราดเยาะเย้ยถากถาง (เหมือนจอมเผด็จการชอบทำกับมวลชน)
ผมเองถ้าเขียนเองทั้งดุ้น (โดยไม่มีคนอื่นช่วยตรวจ) ก็บกพร่องผิดพลาดสม่ำเสมอ แต่ที่ลงพิมพ์มีผิดพลาดไม่มากหรือไม่มี เพราะมีผู้รู้จริงคอยตรวจแก้ให้ก่อนลงพิมพ์ ถ้าไม่มีใครตรวจให้ก็ผิดพอๆ กับเด็กนักเรียนนั่นแหละ
การเขียนจะดีขึ้นผิดหูผิดตาถ้าอ่านบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ แล้วแก้ไขบ่อยๆ โดยไม่คิดหวังว่าตัวเองจะดีวิเศษเหนือคนอื่น และโดยที่ “พันธุ์ปากพล่อย” ไม่คอยจับผิดแล้วดุด่าเยาะเย้ยถากถางว่าไม่รักความเป็นไทย
ถ้าครูภาษาไทยมุ่งแต่สอนนักเรียนท่องจำคำถูกต้อง (โดยไม่อ่าน) ก็ไม่มีวันได้นักเรียนอย่างที่ต้องการ มีแต่นักเรียนจะหนีไปพ้นๆ “เสื้อผ้าหน้าผม” ของครูภาษาไทย

ไม่โทษเด็กนักเรียนฝ่ายเดียว ครูก็มีส่วน

นางกาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย เปิดเผยว่า กรณีที่นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เผยผลการตรวจกระดาษคำตอบในการทดสอบทางการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2559 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย ซึ่งสอบข้อเขียนหรืออัตนัยเป็นครั้งแรกว่านักเรียนเขียนและใช้คำผิดความหมายค่อนข้างมาก ทั้งการสะกดคำ คำควบกล้ำ การใช้การันต์ รวมถึงการใช้ศัพท์สแลง อาทิ ชิวๆ แซ่บเวอร์ เป็นต้น
ในการตอบข้อสอบจำนวนมากนั้น การที่เด็กใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง จะโทษเด็กเพียงฝ่ายเดียวคงไม่ถูกต้อง สังคมปัจจุบันเน้นการใช้สื่อสารผ่านสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้เด็กไม่รู้ว่าคำไหนใช้ถูกหรือใช้ผิด ขณะที่โรงเรียนและครูไม่ได้สอนการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง เน้นให้เด็กค้นหาข้อมูลและสื่อสารทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหลัก ทั้งที่โดยหลักการแล้วเราควรให้เด็กเริ่มเรียนรู้การใช้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตของเราก่อน จากนั้นค่อยไปสู่การเรียนรู้สังคมอื่น แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แม้แต่ข้อสอบที่ออกก็ไม่ได้ถามเนื้อหาที่เป็นความรู้ในวิชาภาษาไทยหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง ดังนั้น หากจะแก้ไขเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คงต้องปฏิรูปการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยครั้งใหญ่
(ที่มา : มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2560 หน้า 17)

ครูก็ไม่ต่างมากนักจากนักเรียน

ครูที่ไม่ได้สอนภาษาไทยในโรงเรียนทั่วประเทศ ไม่ต่างกันมากนักกับนักเรียน จึงไม่ควรโทษแต่เด็ก
ภาษาไทยมาตรฐาน (ภาษาไทยกลาง) เป็นภาษาราชการของคนชั้นนำในสังคมเมือง มักใช้คำมีศักดิ์สูง และส่วนมากเป็นคำฟุ่มเฟือย เยิ่นเย้อยืดยาด (เป็นพวกลูกกรุง) แล้วมีทัศนะดูถูกเหยียดหยามคำพื้นๆ ที่เข้าใจง่ายๆ ของสังคมบ้านๆ (อย่างพวกลูกทุ่งหมอลำ) ตรงนี้นักเรียนในชนบทเสียเปรียบนักเรียนในเมือง
ครูไม่อ่าน ผมเคยขนหนังสือเล่มที่เพิ่งพิมพ์ใหม่ๆ นับร้อยนับพันเล่มไปใส่ห้องสมุดโรงเรียนแห่งหนึ่งในชนบท แล้วพยายามติดตามสอบถามว่าต้องการหนังสือทันสมัยแนวไหนอีกที่นักเรียนชอบ จะหาไปให้ตามต้องการ
แต่ไม่เคยได้รับคำอธิบายหรือคำปรึกษาหารือใดๆ ราวกับคนหาหนังสือใหม่ๆ ได้สร้างภาระเพิ่มให้ครู ซึ่งไม่ต้องการอ่านและไม่อยากทำอะไรเพิ่มอีกเกี่ยวกับการอ่าน

 

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/486924

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook