วันจันทร์ 24 กรกฎาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าวการศึกษา > เลขาฯ สกอ.เซ็นไล่ออกอดีตอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว มีผลย้อนหลัง 30 ก.ย.53 หลัง ป.ป.ช.ชี้ผิดวินัยร้ายแรง

เลขาฯ สกอ.เซ็นไล่ออกอดีตอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว มีผลย้อนหลัง 30 ก.ย.53 หลัง ป.ป.ช.ชี้ผิดวินัยร้ายแรง

หมวดหมู่ : ข่าวการศึกษา 17 กุมภาพันธ์ 2017 เปิดอ่าน 871 ครั้ง

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ลงนามในคำสั่ง สกอ.ที่37/2560 เรื่องลงโทษไล่ออกจากราชการ ใจความว่า ด้วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0017/2683 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 แจ้งว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 815-89/2559 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ได้มีมติชี้มูลทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ศาสตราจารย์ประกอบ วิโรจนกูฏ อดีตข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) กรณีถูกกล่าวหาว่าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดี มอบ.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่าด้วยการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.2534 และใช้จ่ายเงินรายได้ที่ไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.2533 ดังนี้ (1) อนุมัติให้ยืมเงินสำรองจ่ายหมุนเวียน (Petty Cash) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการทอดกฐินสามัคคี และมอบทุนการศึกษาประจำปี 2549 2.การให้ทุนแก่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ในโครงการส่งเสริมศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้สภาพจริงกับเจ้าของภาษา ครั้งที่ 1 และ 3.โครงการส่งเสริมศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้สภาพจริงกับเจ้าของภาษา ครั้งที่ 2

“(2) อนุมัติให้กู้ยืมเงินสวัสดิการเพื่อการศึกษาแก่บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ทั้งข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 165 ราย โดยที่ มอบ.ไม่ได้จัดสรรเงินรายได้ตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อเสนอให้สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอนุมัติงบฯ สำหรับการให้กู้ยืม” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในหนังสือระบุอีกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่รายการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และแบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคสาม และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ประกอบมาตรา 30 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงลงโทษไล่ศาสตราจารย์ประกอบ วิโรจนกูฏ ออกจากราช ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2553 เป็นต้นไป

“อนึ่ง หากผู้ถูกลงโทษไม่เห็นด้วยกับคำสั่งลงโทษ ให้ยื่นอุทหรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ (ก.อ.ร.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้” แหล่งข่าวกล่าว

 

 

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/466841

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook