วันศุกร์ 26 พฤษภาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าว ศธ. > นโยบายและจุดเน้นการจัดทำคำของบประมาณของ ศธ.

นโยบายและจุดเน้นการจัดทำคำของบประมาณของ ศธ.

หมวดหมู่ : ข่าว ศธ. 14 กุมภาพันธ์ 2017 เปิดอ่าน 652 ครั้ง

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมหารือเกี่ยวกับนโยบายและจุดเน้นการจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เมื่อวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อวางแผนการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยได้ให้หลักการและแนวทางการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการใน 2 ส่วนหลัก ๆ คือ

  • การจัดสรรงบประมาณ จะต้องจัดสรรในรูปแบบ Bottom Up โดยระดับพื้นที่หรือผู้ปฏิบัติจะเขียนโครงการเพื่อเสนอขอรับงบประมาณมายังส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณลงไปยังพื้นที่เป็นไปตามความต้องการและความจำเป็นจริง ๆ

  • จุดเน้นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 6 ด้าน ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) คือ
    1) การเรียนการสอน เพื่อความปรองดอง ความสามัคคี โดยใช้รูปแบบ Active Learning (ความมั่นคง) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์, ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้, เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ, สร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาทักษะชีวิต เป็นต้น
    2) สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนากำลังคนให้มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้าน (การผลิต พัฒนากำลังคน และสร้างความสามารถในการแข่งขัน) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ จัดการศึกษาเพื่อความเชี่ยวชาญ/เป็นเลิศเฉพาะด้าน, Echo English Vocational, ผลิตกำลังคนด้านอาชีวะ, ประสานพลังประชารัฐด้านการศึกษา, พัฒนาครูแกนนำด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) เป็นต้น
    3) พัฒนาหลักสูตร ผลิต และพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ จัดการศึกษาเด็กปฐมวัย (อนุบาล 1-3), วางแผนให้ผล PISA สูงขึ้น, ประเมินผล O-NET วิชาสังคม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์, เพิ่มวิชาภูมิศาสตร์ ICT และ Design and Technology, ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม, รณรงค์ “เกลียดการโกง”, ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (สพฐ. สอศ.), พัฒนาและอบรมครูเชื่อมโยงกับการได้รับวิทยฐานะ เป็นต้น
    4) บริหารสถานศึกษา เพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ โครงการโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน (ICU : Intensive Care Unit), เสริมสร้างคุณภาพสถานศึกษาขนาดเล็กให้ได้มาตรฐาน, จัดการศึกษาสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ, พัฒนาการศึกษาในพื้นที่พิเศษ, ขับเคลื่อนแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เป็นต้น
    5) สร้างความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมตระหนักในการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ, ปลูกจิตสำนึก/นิสัยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
    6) ปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารจัดการศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา (การพัฒนาระบบและการบริหารจัดการ) โดยจะต้องดำเนินงานและกิจกรรมสำคัญ อาทิ ปรับปรุง แก้ไข ระเบียบและกฎหมายการศึกษา, เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา, ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเน้นขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอันดับแรก เพื่อดูแลการศึกษาในระดับพื้นที่ก่อน และได้ขอให้ทุกคนคำนึงอยู่เสมอว่า “ประชาชนจะได้รับอะไรจากการศึกษาและจากการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ” โดยที่ประชุมได้หารือในประเด็นการดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 54 ที่ระบุให้ “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาฯ” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเตรียมการรองรับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (3 ขวบ) จำนวนกว่า 7.5 แสนคน

แต่ในความเป็นจริง ขณะนี้รัฐจัดการศึกษาให้กับเด็กอายุ 4-5 ขวบ ได้เพียงครึ่งเดียวคือจำนวน 4 แสนคนจากจำนวนทั้งหมด 8 แสนคน ส่วนที่เหลืออยู่ในความดูแลของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอยู่ที่บ้าน ดังนั้นหากรัฐจะต้องขยายจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยอีกกว่า 7.5 แสนคนด้วย ก็ต้องพิจารณาและหารือกันต่อไปว่าจะทำอย่างไร ทั้งเรื่องของงบประมาณซึ่งรัฐจะต้องจัดให้ฟรี เรื่องของการลงทุนเพื่อเปิดห้องเรียน การจ้างครู ฯลฯ เพราะรัฐอาจลงทุนเองทั้งหมดไม่ได้ และปัจจุบันเด็กอนุบาล 4 ขวบ รัฐก็จัดให้ได้เพียงครึ่งเดียว โดยคาดว่าลำดับแรกอาจพิจารณาความพร้อมและศักยภาพของสถานศึกษาของรัฐในบางแห่งที่จัดการศึกษาเกินอยู่แล้ว ให้ขยายมาถึงเด็กอายุ 3 ขวบได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจัดเพิ่มไม่ได้ เพราะจัดเต็มที่อยู่แล้ว เช่น โรงเรียนอนุบาลบางแห่งที่จังหวัดสกลนคร จัดการศึกษาให้กับนักเรียนระดับชั้นละ 10 ห้อง ๆ ละ 40 คน เป็นต้น จากนั้นอาจต้องหารือร่วมกับเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาอยู่แล้ว เพื่อสนับสนุนให้จัดการศึกษาได้มากขึ้น โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องร่วมกันพิจารณาเพื่อเตรียมวางแผนล่วงหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องหาทางจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของเด็กไทย แต่หากจำเป็นก็ต้องเกลี่ยไปเรียนในสังกัดอื่น นอกจากนี้การอบรมครูก็จะมีการปรับปรุงเช่นกัน เพื่อให้ครูสามารถเลือกอบรมในหลักสูตรที่ต้องการ ในรูปแบบระบบ Voucher หรือเครดิต มากกว่าปล่อยให้แต่ละหน่วยงานจัดอบรม โดยในส่วนนี้สำนักงบประมาณแจ้งว่ากระทรวงสามารถบริหารจัดการได้เอง จึงเป็นอีกประเด็นที่จะมีการปรับปรุงและหารือเพื่อวางแผนขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต


ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2017/feb/065.html

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook