วันพฤหัส 21 มีนาคม 2562
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > สหพันธ์ครูเหนือ แถลงการณ์จวก กอปศ.-กฤษฎีกา เปลี่ยน ‘ผอ.ร.ร.’ เป็น ‘ครูใหญ่’ ล้าสมัย-ทำลายขวัญ

สหพันธ์ครูเหนือ แถลงการณ์จวก กอปศ.-กฤษฎีกา เปลี่ยน ‘ผอ.ร.ร.’ เป็น ‘ครูใหญ่’ ล้าสมัย-ทำลายขวัญ

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เปิดอ่าน 1,375 ครั้ง

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ดร.วีรบูล เสมาทอง ข้าราชการบำนาญ อดีต ผู้อำนวยการโรงเรียนแจ่งจูงนาง สพป.พิษณุโลก 2 ในฐานะประธานสหพันธ์ครูภาคเหนือ เปิดเผยว่า สหพันธ์ครูภาคเหนือ (สคน.) และเครือข่ายครูไทยเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ออกแถลงการณ์กรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนคำจากผู้อำนวยการโรงเรียน มาเป็น ครูใหญ่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จากการที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ แทน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 และ พ.ศ.2553 โดยได้กำหนดนิยาม คาว่า “ครูใหญ่” แทนคาว่า “ผู้อานวยการสถานศึกษา” กำหนดให้มี “ใบรับรองความเป็นครู” แทนคาว่า “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” นั้น

ปัจจุบันชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามมาตรา 38 ข (2) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ซึ่งที่ผ่านมาผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพวิชาการ บริหารกิจการของสถานศึกษา ประสานงานและระดมทรัพยากรต่างๆ ทาให้เกิดการพัฒนาทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพและทักษะชีวิต สร้างพื้นฐานชีวิตมีความรู้พื้นฐาน ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างมากมาย รวมทั้งตลอดมาผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ดำเนินการสนองนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ในทุกด้านด้วยดีเสมอมา ทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ตั้งใจทำหน้าที่ผู้บริหารสถานศึกษา สร้างการยอมรับในแวดวงสังคม ทำหน้าที่ อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาเสมอมา

ในอดีตได้มีการพัฒนาผลงานจากตำแหน่ง ครูใหญ่ เป็นตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่ และผู้อานวยการโรงเรียนตามลาดับ ที่เกิดจากการประเมินผลงาน ตรวจสอบจากคณะกรรมการประเมิน ในระดับต่างๆ จนทำให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพและเกิดความภาคภูมิใจต่อผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นอย่างยิ่ง หากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เปลี่ยนแปลงคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” เป็นตำแหน่ง “ครูใหญ่” ซึ่งเป็นคำย้อนยุค ล้าสมัย ถอยหลังเข้าคลอง กลับไปมาเหมือนพายเรือในอ่าง การศึกษาไม่ไปถึงไหน จะก้าวทันโลก ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร อีกทั้งเป็นการตัดทอนขวัญและกาลังในการทางาน เกิดความถดถอย ในวิชาชีพ ซึ่งทั้งนี้การดำเนินการให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้มีภาวะผู้นำทางวิชาการนั้น มีวิธีการในหลายรูปแบบ เช่น กำหนดมาตรฐานและสมรรถนะสาหรับผู้บริหารสถานศึกษา การนิเทศ กำกับติดตามจากหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ภายนอก รวมทั้งมีการพัฒนาด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อจากตำแหน่ง “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็นตำแหน่ง “ครูใหญ่” อันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เป็นใบอนุญาตที่มาตรฐาน การดำเนินการที่ผ่านมาได้รับ การยอมรับและน่าเชื่อถือในแวดวงวิชาชีพและต่อสังคม มีกระบวนการที่มีมาตรฐาน มีการศึกษาอบรมพัฒนา ฝึกฝนประสบการณ์ ผู้มีคุณสมบัติต้องมีมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ จึงจะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือแล้ว

สหพันธ์ครูภาคเหนือ (สคน.) และเครือข่ายครูไทยเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จึงขอเสนอ ความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังนี้

  1. เห็นควรคงคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ไว้ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  2. เห็นควรคงคำว่า “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” ไว้ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  3. สมควรเปิดให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ สาระสาคัญและรายละเอียดของพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพราะจะมีผลต่อการจัดการศึกษาของชาติและประเทศไทยในอนาคต
  4. ให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และคณะกรรมการกฤษฎีการวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้รับฟังและเคารพเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหารสถานศึกษา อย่าได้ทำอะไรตามใจ ตามความรู้สึก ตามทฤษฎีต่างประเทศที่ท่านได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งไม่สอดรับและสอดคล้องกับสภาพของบริบทของประเทศไทย

สหพันธ์ครูภาคเหนือ (สคน.) และเครือข่ายครูไทยเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในแถลงการณ์จะมีผลต่อการหยุดยั้งและการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งผลต่อการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศ ทิศทางและแนวทางที่เป็นสากล การจัดการศึกษาที่ต้องสร้างความพร้อมและภูมิคุ้มกันของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันและโลกอนาคตต่อไป แม้ถ้อยแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้รับการแก้ไขและตอบสนองจากผู้มีอานาจตามที่เสนอ สหพันธ์ครูภาคเหนือ (สคน.) และเครือข่ายครูไทยเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จะดำเนินการตามลาดับต่อไป

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1381573

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ ข่าววันนี้