วันจันทร์ 24 กันยายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > การศึกษาไทยโฉมใหม่ ถูกใจผู้ให้ ตรงใจผู้รับ ยกระดับพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง กับสุดยอดมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ”

การศึกษาไทยโฉมใหม่ ถูกใจผู้ให้ ตรงใจผู้รับ ยกระดับพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง กับสุดยอดมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ”

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 12 กันยายน 2561 เปิดอ่าน 204 ครั้ง

เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงเดินหน้ากระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญกับการศึกษาในยุค 4.0 ผ่าน มหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 กันยายนที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ นักเรียน นักศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ในวันที่ 11 กันยายน 2561 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษใน หัวข้อ “แนวทางการปฏิรูปการศึกษาสู่การพัฒนาประเทศ” มีใจความสำคัญว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับประเทศจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง จึงต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ประกอบกับปัจจุบันทิศทางของโลกมีการเปลี่ยนแปลง การศึกษาทางเลือกในรูปแบบใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน เตรียมความพร้อมให้เด็กรุ่นใหม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง สอดรับกับศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทแทนที่แรงงานมนุษย์

ข้อเท็จจริงของการศึกษาไทย คือ การที่เราไม่สามารถทำให้เด็กค้นพบตัวตน ค้นพบความชอบ และไม่ทราบว่าตนเองมีศักยภาพในด้านใด จึงไม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างถูกทาง อีกทั้งเด็กยังถูกตีกรอบด้วยความต้องการของพ่อแม่ และค่านิยมทางสังคม ครูจึงต้องเข้ามาช่วยดึงศักยภาพของเด็ก และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตามความถนัด ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล การศึกษายุคใหม่ความรู้จะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดอีกต่อไป ความรู้สามารถล้าหลังได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การสร้างสมรรถนะของเด็ก การเรียนในห้องเรียนต้องลดลง เสริมด้วยการเรียนรู้จากการทำงาน สร้างองค์ความรู้ใหม่ตั้งแต่ระดับปฐมวัยซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาองค์กร และพัฒนาประเทศ

“เราต้องเลิกสอนเด็กแบบตัดเสื้อโหล ที่เน้นทำความเข้าใจด้วยการท่องจำ แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เกิดทักษะจากการประสบการณ์จริง โดยมีครูคอยทำหน้าที่โค้ช ช่วยกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เกิดการคิดวิเคราะห์ และมีจินตนาการที่สามารถนำมาประยุกต์ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม สร้างประโยชน์เพื่อผู้อื่น ขณะที่สถานศึกษาก็ต้องเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกช่วงวัย เสริมทักษะชีวิต สร้างอาชีพ เติมอนาคต ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาในยุค 4.0 อย่างแท้จริง”

“การประกันและประเมินคุณภาพการศึกษา” เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยบนเวทีเสวนา โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งวงการ ซึ่งการประเมินคุณภาพการศึกษารูปแบบใหม่จะไม่ยึดติดกับหน่วยผู้ประเมินภายนอก และจะไม่เน้นผลการประเมินตามตัวชี้วัดที่หน่วยงานภายนอกเป็นผู้กำหนด แต่จะเป็นการประเมินเพื่อดูพัฒนาการของสถานศึกษา ว่าแต่ละแห่งมีมาตรฐานและมีคุณภาพอย่างไร โดยแบ่งระดับคุณภาพสถานศึกษาเป็นระดับพัฒนา ระดับปานกลาง ระดับดี ระดับดีเลิศ และระดับยอดเยี่ยม สถานศึกษาจะต้องเขียนรายงานประเมินตนเองว่าสถานศึกษาของตนอยู่ในระดับใด พร้อมแสดงตัวอย่างหลักฐาน และกำหนดแนวทางการพัฒนาสถานศึกษา ก่อนส่งผลการประเมินรายปีให้ต้นสังกัดพิจารณา โดยหน่วยงานภายนอกจะทำการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานศึกษาทุก 5 ปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของสถานศึกษา ตอบโจทย์สถานศึกษาโดยตรงโดยเฉพาะสถานศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังมีการเชิญตัวแทนเยาวชนไทยร่วมพูดคุยใน “Ted Talks สร้างแรงบันดาลใจ : การศึกษาไทย ปฏิรูปอย่างไร ตรงใจเด็ก” โดยทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเรียนการสอนของไทยควรมีการปรับหลักสูตรใหม่ โดยแบ่งเวลาการเรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติให้เหมาะสมกับขีดจำกัดของผู้เรียน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมทำกิจกรรม ที่ไม่เพียงช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการประสานงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

สถานศึกษาควรจัดวิชาเรียนที่ตรงความสนใจของผู้เรียนเพื่อผลักดันให้เกิดความเป็นเลิศในสาขาวิชาที่หลากหลาย ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีประสบการณ์จริง ไม่จำกัดการเรียนรู้ของเด็กไว้ตามตารางเรียนเท่านั้น ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ โดยมีครูเป็นผู้ช่วยให้คำปรึกษาและคำแนะนำ

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1127206