วันจันทร์ 24 กันยายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > บัณฑิตตกงาน บทสะท้อนคุณภาพการศึกษาชาติ

บัณฑิตตกงาน บทสะท้อนคุณภาพการศึกษาชาติ

หมวดหมู่ : บทความ 23 สิงหาคม 2561 เปิดอ่าน 816 ครั้ง

 

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของโลก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของชาติแน่นอน เป้าประสงค์หลัก หรือเป้าหมายที่สำคัญ ก็เพื่อต้องการที่จะส่งเสริมการพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากร หรือทุนมนุษย์ที่มีคุณค่ามีความรู้ มีทักษะตลอด สามารถนำนวัตกรรมต่างๆ ไปประยุกต์ใช้สำหรับการดำรงชีพ และพัฒนาประเทศแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมีปัจจัย หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ

หนึ่งในมิติที่สำคัญ คือแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้ เพราะแผนดังกล่าวจะเป็นต้นทาง หรือพิมพ์เขียวที่จะกำหนดทิศทางแห่งความสำเร็จในภายภาคหน้า ยิ่งปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องกำหนดกรอบ หรือทิศทางให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สำหรับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 เป็นหนึ่งในแผนที่ตอบโจทย์บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจยิ่ง ซึ่งแผนพัฒนาฯฉบับนี้ก่อนที่จะคลอดออกมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติคณะทำงาน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าภาพหลักในการดำเนินการอย่างสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้มีการศึกษาสภาวการณ์ และบริบทแวดล้อมที่มีต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศในมิติต่างๆ อย่างครบถ้วนภายใต้วิสัยทัศน์

“คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21”

ที่น่าสนใจยิ่ง แผนพัฒนาฯฉบับนี้ยุทธศาสตร์ที่ 2 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจากยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์นี้เป็นหัวใจและต้นทางที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลสู่ 4.0 และสามารถแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาที่ประกอบด้วย ผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถภาพในสาขาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตามด้วยส่งเสริมการผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้าน ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

แผนพัฒนาฯดังกล่าวจะประสบความสำเร็จสามารถตอบโจทย์ และสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องรอให้กระบวนการการนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมได้เข้ารูปเข้ารอยอีกระยะหนึ่ง

แต่วันนี้โจทย์ หรือการบ้านข้อใหญ่ที่รัฐบาล ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการต้องตระหนัก และให้ความสำคัญ และนำไปสู่การแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ คือทำอย่างไรที่บัณฑิต หรือผู้ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะไม่ตกงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงคำว่า “บัณฑิตตกงาน” ใช่ว่าปัญหาหรือกระแสดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นหรือมีเสียงสะท้อนเฉพาะในยุคนี้เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ หรือวิกฤตที่พบเห็นมาอย่างต่อเนื่อง และมีทีท่าว่าจะยากสำหรับการแก้ไข

ล่าสุด สภาองค์การนายจ้างได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงเด็กจบปริญญาตรีตกงานสะสมเพิ่ม ซึ่งข้อมูลสนับสนุนต่อเรื่องนี้ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย ในฐานะรองประธานสภาที่ปรึกษาแรงงาน

แห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่สภาที่ปรึกษาแรงงานแห่งชาติได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบเทคโนโลยีที่จะมีต่อแรงงานไทยในปัจจุบัน และอนาคต โดยรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อประเมินผลกระทบดังกล่าว

จากการเปิดเผยรายละเอียด พบว่า ปัจจุบันผู้ที่จบการศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงระดับปริญญาตรี

ในปี 2560 มีทั้งหมด 540,000 คนเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงสุดจำนวน 340,000 คน และส่วนใหญ่ผู้จบปริญญาตรี 62% เป็นผู้ที่จบสายสามัญที่ตลาดแรงงานส่วนใหญ่มีความต้องการน้อย ดังนั้น จะเห็นว่าหากประเทศไทยไม่ปรับตัวโดยเฉพาะการศึกษา อาจจะประสบปัญหาเรื่องคนจบการศึกษาแล้วตกงานมากขึ้นในระยาว

พร้อมกันนั้นมีรายงานว่าจากการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน ยังพบว่าในปี 2560 ผู้สำเร็จการศึกษามีจำนวน 2.19 ล้านคน ในจำนวน 340,000 คนที่จบปริญญาตรีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้จบการศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ และมีการประเมินว่าในปี 2561 จะมีผู้จบการศึกษา 1.82 ล้านคน ปี 2562 จำนวน 1.67 ล้านคน และปี 2563 จำนวน 1.8 ล้านคน

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของกระทรวงแรงงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ว่างงาน 402,000 คน คิดเป็น 1% ของอัตราการว่างงาน โดยในจำนวนนี้ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีมีการว่างงานมากที่สุดถึง 170,000 คน

จากสภาวการณ์การตกงานของบัณฑิตที่นับวันจะสูงขึ้น และอาจจะเป็นวิกฤตของสังคมไทยในอนาคต โจทย์หรือการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการจะต้องหาคำตอบในเร็ววัน ที่สำคัญสถาบันอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยทั้งมวล คงจะเป็นอีกหนึ่งในองคาพยพที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ทั้งนี้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีกันแล้วว่าในระยะหลัง บ้านเรามีสถาบันอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของสังคม และวงการการศึกษาชาติที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากก้าวเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ มีการปรับตัวด้วยการผลิตบัณฑิต หรือจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและตลาดแรงงาน แต่ในทางกลับกันก็พบว่า ยังมีมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นกับดัก หรือหลุมดำที่สำคัญในการฉุดรั้งมิติทางการศึกษาให้เป็นอยู่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้

หนึ่งในมิติแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และเป็นประเด็นที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องตระหนัก ไม่ควรจะมองข้าม คือการให้ความสำคัญกับการจัดการการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการผลิตบัณฑิตมหาวิทยาลัย จะต้องยอมรับความจริงไม่หลอกตนเองและสังคมด้วยการประกาศให้ทราบว่าบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่มีงานทำเกือบ 100%

จากนี้คงจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าโครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และกำลังคนที่มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทยจะบรรลุเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน

และเหนือสิ่งอื่นใด จะเป็นบทสะท้อนว่าพิมพ์เขียว หรือแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติจะตอบโจทย์ หรือสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการพัฒนาคนได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1099236