วันจันทร์ 24 กันยายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > สกศ. เปิดศักราชระบบประเมินรูปแบบใหม่ พลิกโฉมการประกันคุณภาพการศึกษาไทย

สกศ. เปิดศักราชระบบประเมินรูปแบบใหม่ พลิกโฉมการประกันคุณภาพการศึกษาไทย

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 16 สิงหาคม 2561 เปิดอ่าน 579 ครั้ง

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการศึกษา เมื่อกฎกระทรวงว่าด้วยการประกันคุณภาพการศึกษา ปีพ.ศ. 2561 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาที่มีปัญหา ทั้งการประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดสัมมนา เรื่อง “เปิดศักราชใหม่ในการประกันคุณภาพการศึกษา School – friendly QA : an innovation platform เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการประเมินรูปแบบใหม่ ให้หน่วยปฏิบัติ ทั้งสถานศึกษาผู้รับการประเมิน และหน่วยงานผู้ประเมินเข้าใจตรงกัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 700 คน ในการนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย รศ.นพ.โศภณ นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. และ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมบรรยายและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินรูปแบบใหม่

รศ.นพ.โศภณ กล่าวบรรยาย เรื่อง “การประกันคุณภาพการศึกษาตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561” ตอนหนึ่งว่า การศึกษาไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ สถานศึกษาแต่ละแห่งมีคุณภาพการศึกษาแตกต่างกัน เมื่อมีกฎกระทรวงฉบับนี้ออกมา จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา แน่นอนว่าการดำเนินการในระยะแรกอาจจะติดขัดบ้าง และอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ทุกฝ่ายมีความตั้งใจ ร่วมมือกัน เชื่อว่าทุกอย่างจะเดินไปข้างหน้าด้วยดี

“การศึกษาจะพัฒนาได้ต่อเมื่อทุกฝ่ายทำงานอย่างมีความสุข หากสถานศึกษาคิดว่าการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นภาระไม่เกิดประโยชน์ และไม่รู้จะทำเพื่ออะไร การศึกษาไทยจะไม่ก้าวหน้าไปไหน ดังนั้น เราต้องสร้างจิตสำนึกในการทำงานที่ดี และพร้อมที่จะก้าวผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ต้องมีความเชื่อมั่นว่าสามารถบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาและบรรลุเป้าประสงค์ของหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับทุกภาคส่วน” รศ.นพ.โศภณ” กล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ ให้ความรู้ เรื่อง “การประกันคุณภาพการศึกษา สู่การพัฒนาสถานศึกษา” ใจความตอนหนึ่งว่า หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ลงนามประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นจังหวะเดียวกันที่ พ.ร.ฎ. จัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 ประกาศใช้ และเป็นจังหวะเดียวกันที่ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ใกล้จะแล้วเสร็จ โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้ง 3 ฉบับ จะมีการกำหนด เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาที่เชื่อมโยงกัน แบ่งการทำงานออกเป็น 3 รูปแบบ สอดประสานทำให้เกิดการทำงานที่เป็นระบบ ประกอบด้วย การประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายใน การประเมินคุณภาพสถานศึกษาภาพนอก และการรับรองคุณภาพ

“สิ่งที่อยากเน้นย้ำ คือ การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีการกำหนดกรอบมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจน ต่อไปการประเมินคุณภาพการศึกษาจะไม่ยึดติดกับหน่วยผู้ประเมินภายนอก และจะไม่เน้นผลการประเมินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่จะเป็นการประเมินเพื่อดูพัฒนาการของสถานศึกษา ว่าแต่ละแห่งมีมาตรฐานและมีคุณภาพอย่างไร ตามที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กำหนดระดับคุณภาพไว้ โดยแบ่งระดับคุณภาพสถานศึกษาได้ ดังนี้ ระดับพัฒนา ระดับปานกลาง ระดับดี ระดับดีเลิศ และระดับยอดเยี่ยม ซึ่งสถานศึกษาจะต้องวางแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาของตนให้เลื่อนไปสู่ขั้นที่ดีกว่าได้อย่างไร” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการเดินหน้าครั้งใหญ่ของ ศธ. และเปิดศักราชใหม่ ในการประกันคุณภาพการศึกษา ที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมากมาย เช่น มีเวทีใหม่ กติกาใหม่ การประเมินตนเองใหม่ ผู้เล่นใหม่ วัตถุประสงค์ใหม่ และบรรยายกาศใหม่ เวทีใหม่ คือ เป็นเวทีของสถานศึกษาทุกประเภท ที่ต้องดำเนินการจัดทำประกาศคุณภาพการศึกษา การประเมินตนเองใหม่ คือ ต่อไปนี้สถานศึกษาจะต้องเขียนรายงานสั้นๆ ว่าสถานศึกษาของตนอยู่ในระดับใด พร้อมแสดงตัวอย่างหลักฐาน เช่น ภาพ คลิป ผลงานผู้เรียน เป็นต้น และสถานศึกษาวางแผนที่จะพัฒนาโรงเรียนตนเองอย่างไร โดยมีผู้เล่นใหม่ที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น 3 หน่วยงานด้วยกัน คือ 1. หน่วยงานส่วนกลาง คือ กระทรวง หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา และ สมศ. ที่ให้คำปรึกษาสนับสนุน ช่วยเหลือสถานศึกษา 2. หน่วยงานสายสนับสนุนที่ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธจ.) ต้นสังกัดของสถานศึกษา และ 3. หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลช่วยเหลือ เช่น ครู ผู้บริหาร กรรมการ นักเรียนนักศึกษา เป็นต้น

การประเมินคุณภาพการศึกษา จะดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ใหม่ คือ สถานศึกษาต้องพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้นตามบริบทที่เหมาะสม และสอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ภายใต้บรรยายกาศใหม่ คือ มีการประเมินในรูปแบบที่เป็นมิตร คือ “School – friendly” อยากเน้นย้ำว่าการประเมินต่อไปจะไม่ใช่การไปจับผิดและตัดสินว่าสถานศึกษาจะผ่านหรือไม่ผ่านการประเมิน แต่จะเป็นการลงพื้นที่ตรวจสอบและประเมินเพื่อช่วยเหลือเท่านั้น และหน่วยงานที่ประเมินคุณภาพการศึกษาจากภายนอก ต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นต่อสถานศึกษาและครู ส่วนการรับรองคุณภาพการศึกษาต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและความพร้อมของสถานศึกษา

“ทั้งนี้การประกันคุณภาพการศึกษา มีหลักปฏิบัติ ดังนี้ 1. เชื่อมโยงกลไกการประกันคุณภาพภายในและภายนอก 2. สนับสนุน PLC เพื่อใช้ในการประเมินและพัฒนา ยึดหลักความเชื่อมั่น เชื่อใจ รับผิดชอบร่วมกัน 3. เปิดโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม สื่อสาร สร้างความเข้าใจร่วมกันในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง และใช้ข้อมูลตามสภาพความจริง ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพ เพื่ออธิบายสภาพสถานศึกษาและระบบการศึกษาของตน ” ดร.ชัยพฤกษ์” กล่าว

ท้ายสุดแล้ว การประกันคุณภาพการศึกษาครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวแบบก้าวกระโดด และยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คล้ายกับเป็นลูกตุ้มที่กระแทกระบบการศึกษาของไทยครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนทัศนคติ มีความเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินการไปด้วยดี เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ นักเรียนที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1086946