วันพุธ 14 พฤศจิกายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > สาระน่ารู้ > ขรก.กระอักโดนตัดสิทธิเบิกจ่ายยารักษามะเร็ง วิงวอนเห็นใจ

ขรก.กระอักโดนตัดสิทธิเบิกจ่ายยารักษามะเร็ง วิงวอนเห็นใจ

หมวดหมู่ : สาระน่ารู้ 15 สิงหาคม 2561 เปิดอ่าน 1,045 ครั้ง

จากกรณีที่กรมบัญชีกลางออกหนังสือ 2 ฉบับ ถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเป็นการปรับปรุงโครงการเบิกจ่ายตรงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง 9 รายการ

โดยเรียกว่า ระบบ OCPA ที่จำกัดให้ใช้สำหรับการรักษามะเร็งบางอย่างเท่านั้น และผู้มีสิทธิที่จำเป็นต้องใช้ยาอื่นนอกเหนือ 9 รายการนี้ ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกคืนทีหลัง หรือถ้าเป็นยาใหม่ไม่สามารถเบิกได้เลย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวส่งผลกระทบกับข้าราชการทั่วประเทศ เนื่องจากยารักษาโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า กลุ่มยาชีววัตถุ เป็นยาที่อยู่นอกระบบ OCPA

พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า ในฐานะนายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ ขอเรียกร้องสิทธิแทนข้าราชการทั่วประเทศ ภาครัฐควรคำนึงถึงการรักษาที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลสูงสุดเป็นหลัก ไม่ใช่การคำนึงถึงเรื่องการเงินหรืองบประมาณเป็นสำคัญ เพราะอาจตัดโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยและเป็นเพียงการยืดเวลาในการจ่ายเงินของกรมบัญชีกลาง โดยโยกจากการเบิกตรงเป็นให้ผู้ป่วยจ่ายก่อนแล้วไปเบิกตามหลัง เป็นการทำให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติและเพิ่มภาระอย่างมหาศาลให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งซึ่งมีความยากลำบากอยู่แล้วจากโรคที่เจ็บป่วยอยู่ การออกประกาศดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อผู้ป่วยข้าราชการ เป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ป่วย ขอให้กระทรวงการคลังคำนึงถึงมนุษยธรรม และกระทำตามพันธสัญญาที่ให้ไว้แก่ข้าราชการในสิทธิรักษาพยาบาล

“สมาคมเข้าใจว่ารัฐมีงบประมาณจำกัด และเห็นใจกรมบัญชีกลาง แต่ที่น่าเห็นใจยิ่งกว่าน่าจะเป็นคือผู้ป่วย จึงขอเสนอให้กรมบัญชีกลางทบทวนนโยบายการเบิกจ่ายยามะเร็งของกรมบัญชีกลางฉบับดังกล่าว และหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอีกครั้งโดยด่วน ควรพิจารณาหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม โดยเกณฑ์จะต้องยึดการรักษาที่ตามหลักมาตรฐานสากล และทันต่อเหตุการณ์เป็นที่ตั้ง ขอวิงวอนให้ภาครัฐสนับสนุน เกื้อหนุนข้าราชการอย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อลดข้อจำกัดในการเบิกจ่ายตรง”

นายมนัสศิริ มหาราช อายุ 80 ปี ผู้ป่วยมะเร็งตับ กล่าวว่า ผมป่วยด้วยโรคมะเร็งตับมาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว โดยเข้ารับการรักษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนการรักษาเริ่มต้นก็รับยายาเม็ดและยาฉีด ยาสองอย่างนี้เป็นยากลุ่มใหม่ที่ราคาค่อนข้างสูง แต่ได้ผลดีมาก เพราะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ควบคุมเซลล์มะเร็งเฉพาะจุด ไม่ทำลายเซลล์หรือเนื้อเหยื่อส่วนอื่นๆ ไม่มีผลข้างเคียง โดยตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ผมต้องเดินทางไปหาหมอทุกเดือนตามที่หมอนัด เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อไปรับยาและฉีดยาหวังเพียงว่าแพทย์ดูแลเราอย่างดี ได้อยู่กับลูกหลานไปนานเท่าที่จะอยู่ได้ ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลนั้นในหนึ่งเดือนทราบว่าต้องจ่ายค่ายาเป็นหลักแสน ซึ่งถือว่าหนัก สงสารลูกๆ ที่ต้องแบกภาระค่ารักษา แต่โชคดีที่ผมอยู่ในครอบครัวราชการ สามารถใช้สิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษา แต่บางครั้งทางครอบครัวต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง เพราะยาบางตัวไม่สามารถเบิกได้

นางรัตนาภรณ์ โพธิประสาท อายุ 55 ปี ข้าราชการ สังกัดกรุงเทพมหานคร ป่วยเป็นมะเร็งที่เต้านมระยะลุกลามไปที่ตับ โดยตรวจพบตั้งแต่ปี 2558 เล่าว่า ตอนที่ป่วยเครียดมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งถือว่าหนักมาก แต่โชคดีที่มีสิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล ตอนนั้นคุณหมอตัดสินใจให้ยาฉีดและยากิน ที่เป็นยาใหม่ เพราะมีความจำเป็นต้องรีบรักษาอย่างเรงด่วน พอให้ไปแล้วรู้สึกอาการดีขึ้นมาก จากคนไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ทานอาหารไม่ได้ ร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้น จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนมีปาฏิหาริย์ให้เรามีชีวิตรอดอีกครั้ง ตั้งแต่ได้รับยาสองตัวนี้มา ร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถมาทำงานและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป

“แต่ตอนนี้รู้สึกหมดหวังมากๆ เพราะล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ตัดสิทธิการเบิกจ่ายในการรักษาโรคมะเร็ง ยาตัวที่เคยได้รับก็ถูกตัดออกจากบัญชีเบิกจ่ายตรง รู้สึกตกใจกับคำสั่งที่ออกมามากๆ อยากถามว่า กรมบัญชีกลางใช้มาตรฐานอะไรในการชี้วัด เพราะหากแพทย์วินิจฉัยว่าการรักษานั้นจำเป็นและมีความสำคัญทำไมต้องให้เราสำรองเงินล่วงหน้าเองไปก่อน รับราชการมา 20 ปี เงินเดือนแค่ 18,000 บาท หากจะต้องมาแบกค่ารักษาพยาบาลอีกคงไม่ไหว เพราะลำพังหาเงินเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว ก็แทบจะไม่พอแล้ว ถ้าต้องให้มาสำรองเงินจ่ายเองคงยิ่งกระอัก ตอนนี้ก็คงได้แต่นับรอวันตาย เพราะก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน คุณหมอที่รักษาก็ลำบากใจ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร หมอก็อยากจะรักษาคนไข้ให้หาย อยากให้ยาดีๆ คนไข้จะได้หายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่พอมีคำสั่งแบบนี้ก็เท่ากับผลักคนไข้ให้ตายเร็วขึ้น” นางรัตนาภรณ์กล่าว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/publicize/news_999484