วันศุกร์ 17 สิงหาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > 4 ข้อสรุปแก้หนี้ครู-ทวงคืนหมื่นล. ‘ตอบโจทย์-โดนใจ’ ครูไทย??

4 ข้อสรุปแก้หนี้ครู-ทวงคืนหมื่นล. ‘ตอบโจทย์-โดนใจ’ ครูไทย??

หมวดหมู่ : บทความ 10 สิงหาคม 2561 เปิดอ่าน 239 ครั้ง

บรรลุข้อตกลงในที่สุด สำหรับโครงการแก้ “หนี้สินครู” และปัญหาความ “ขัดแย้ง” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และธนาคารออมสิน เกี่ยวกับการตีความเอ็มโอยู เรื่องวิธีการ และขั้นตอนการหักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) เพื่อชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไป

ซึ่ง “ยืดเยื้อ” มายาวนานหลายปี

ขณะที่ ศธ.เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ก็ได้พยายามเจรจากับผู้บริหารธนาคารออมสิน เพื่อ “ทวงคืน” เงินที่หักจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ไปอย่างไม่ถูกต้อง

โดย ศธ.ตีความว่าธนาคารออมสิน ไม่มีสิทธิหักเงินจากกองทุนดังกล่าวเพื่อมาชดใช้แทนครูที่ค้างชำระหนี้เกิน 3 งวด

แต่ฝ่ายธนาคารออมสินยืนยันว่าทำได้ และเดินหน้าหักเงินจากกองทุนดังกล่าวเพื่อใช้หนี้แทนครูที่ค้างชำระไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท

แม้จะมีการเจรจาระหว่างผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และธนาคารออมสิน หลายครั้งหลายครา จนท้ายที่สุดได้ “ฉีก” เอ็มโอยูฉบับเจ้าปัญหาทิ้ง และร่างเอ็มโอยูฉบับใหม่ขึ้นมาแทน

แต่รายละเอียดของเอ็มโอยูฉบับใหม่ ก็ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของการแก้ข้อขัดแย้งต่างๆ ทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินครู การใช้หนี้แทนครูที่ค้างชำระ และการปล่อยกู้ให้กับครู

ล่าสุด การหารือร่วมกันระหว่าง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยได้ข้อสรุปร่วมกันใน 4 ประเด็น ดังนี้

1.ธนาคารออมสินจะคืนเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่หักจากเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ให้ สกสค.เนื่องจาก สกสค.ร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรม และมีหลักฐานชัดเจน

2.ครูประมาณ 4,000 คนที่เป็นหนี้วิกฤต มียอดหนี้รวม 380 ล้านบาท ที่เข้าข่ายอาจถูกยกเลิกสัญญา และถูกธนาคารฟ้องคดี ให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้

3.เงินกองทุน ช.พ.ค.ที่ธนาคารออมสินนำเงินส่วนนี้มาค้ำประกันเงินกู้ของครู สรุปว่าธนาคารพร้อมเปลี่ยนหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน หากครูนำหลักทรัพย์อื่นมาค้ำประกันแทนเงิน ช.พ.ค.

และ 4.การทำประกันสินเชื่อ ได้ข้อสรุปว่าธนาคารออมสินยินยอมให้ สกสค.เป็นตัวกลางหาบริษัทประกันใหม่มากกว่า 1 บริษัท โดยยึดหลักว่าผู้กู้เลือกบริษัทที่ทำประกันเองได้

หากดูข้อตกลงร่วมกันในครั้งแล้ว น่าจะ “ตอบโจทย์” ในการแก้ปัญหาหนี้สินครูได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะครูที่เข้าข่าย “หนี้วิกฤต” และธนาคารจ่อฟ้องร้อง ที่ขณะนี้ยื่นขอปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 1,553 คน

แต่ยังเหลือครูที่หนี้วิกฤตอีกกว่า 2,500 คน ที่ยังไม่ติดต่อมา

ส่วนการกู้เงินจากธนาคารออมสิน ที่มีเสียงคร่ำครวญจากคุณครูทั้งหลายว่า “เงื่อนไข” เยอะ โดยขอให้ยกเลิกการเอาเงินกองทุน ช.พ.ค.ค้ำประกัน เพราะอยากให้ทายาทให้รับเงินก้อนเมื่อเสียชีวิตในอนาคต ซึ่งธนาคารก็ยินยอมให้เอาหลักทรัพย์อื่นมาค้ำประกันแทนได้ เช่น บ้าน รถ ที่ดิน เป็นต้น โดยให้ครูปรับเปลี่ยนหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

หรือการทำ “ประกันสินเชื่อ” ซึ่งเดิมผูกขาดกับบริษัททิพยประกันภัยเพียงบริษัทเดียว ทางธนาคารออมสินก็ยินยอมให้ สกสค.หาบริษัทประกันอื่นๆ ที่ดี และถูกที่สุด มาทำประกันให้ผู้กู้ได้

ขณะที่ สกสค.เอง จะได้รับเงินที่ธนาคารหักจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ คืนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารได้ทยอยคืนเงินล็อตแรกมาแล้ว 2,000 ล้านบาท และจะทยอยคืนในส่วนที่เหลือ ถ้าพบว่าการหักเงินไม่ถูกต้อง โดย สกสค.จะนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตครูต่อไป

แต่ดูเหมือนข้อตกลงระหว่าง สกสค.และธนาคารออมสิน จะยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย ที่ประกาศ “ปฏิญญามหาสารคาม” หรือ “ปฏิญญาเบี้ยวหนี้”

เพราะมองว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

โดยอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อครูยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้แต่งตั้งกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐ และองค์กรครู เพื่อแก้ไขหนี้สินครู

ซึ่งผู้บริหาร สกสค.ยืนยันว่า ได้หาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูแล้ว

แต่ถ้าครูกลุ่มไหนมี “ข้อเสนอ” ที่ดีกว่านี้ สกสค.ก็ยินดีรับ

ต้องรอดูกันว่า กลุ่มเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย จะมีข้อเสนออะไรมาสร้างความฮือฮา เหมือนตอนประกาศปฏิญญาเบี้ยวหนี้..หรือไม่??

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/newsroom-analysis/news_1079178