วันอังคาร 16 ตุลาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > ปฏิญญา..ครูเบี้ยวหนี้ ขุดหลุมฝัง ‘ศักดิ์ศรี’ แม่พิมพ์ไทย??

ปฏิญญา..ครูเบี้ยวหนี้ ขุดหลุมฝัง ‘ศักดิ์ศรี’ แม่พิมพ์ไทย??

หมวดหมู่ : บทความ 25 กรกฎาคม 2561 เปิดอ่าน 677 ครั้ง

“ปฏิญญามหาสารคาม” ที่ครูกลุ่มหนึ่งขอให้รัฐบาล และธนาคารออมสิน พักหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ทุกโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป และประกาศให้ลูกหนี้ ช.พ.ค.จำนวน 4.5 แสนคน ยุติการชำระหนี้กับธนาคารออมสิน ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561

แต่ถูกกระแสสังคมตีกลับอย่างแรง…

เสียงส่วนใหญ่ล้วน “ไม่เห็นด้วย” และ “ผิดหวัง” กับวิชาชีพครู ที่อยู่ๆ ออกมาประกาศ “เบี้ยวหนี้”

“หนี้ครู” เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แก้เท่าไรก็ไม่หมด…

ส่วนหนึ่งเพราะครูสามารถกู้ได้ง่าย มีเงินเดือนให้หักได้แน่นอน

นอกจากสถาบันการเงินของรัฐอย่างธนาคารออมสิน แล้วยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่พร้อมปล่อยกู้กระจายอยู่ทั่วประเทศ บางส่วนกู้แล้ว ไม่พอใช้ ก็ไปกู้นอกระบบ รูดบัตรเครดิต มีทั้งหนี้ในระบบ และนอกระบบ จนท่วมหัวท่วมตัว

ขณะที่สถาบันการเงินต่างเปิดโครงการพิเศษ ล่อใจ กู้ง่าย ผ่อนนาน ดอกน้อย และเมื่อกู้หลายแห่ง ก็เกินตัว เงินเดือนมีเท่าไหร่ ก็เหลือไม่พอให้หักหนี้

หลายรายถูกเจ้าหนี้นอกระบบตามทวงหนี้ ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มีให้เห็นมาแล้ว!!

ที่ผ่านมา ครูมักออกมาเรียกร้องความเห็นใจ บอกสาเหตุที่ครูต้องกู้หนี้เพราะเงินเดือนน้อย ไม่พอใช้จ่าย แต่ทุกครั้งที่รัฐบาล ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ซึ่งครูจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนด้วยเช่นกัน

รวมถึง เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ครูเป็น “วิชาชีพชั้นสูง” หลายครั้งจึงได้ปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนครู ทำให้ครูมีเงินเดือนมากกว่าข้าราชการทั่วๆ ไป

ถึงขั้นที่ “อาจารย์” มหาวิทยาลัยต้องเปรยแบบน้อยอกน้อยใจว่า ปัจจุบันเงินเดือนอาจารย์น้อยกว่าครู!!

ข้อมูลฐานเงินเดือนครู ตาม พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2558 กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงข้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ดังนี้ ครูผู้ช่วย ขั้นสูง 24,750 บาท ขั้นต่ำ 15,050 บาท, ครู คศ.1 ขั้นสูง 34,310 บาท ขั้นต่ำ 15,440 บาท, ครู คศ.2 ขั้นสูง 41,620 บาท ขั้นต่ำ 16,190 บาท, ครู คศ.3 ขั้นสูง 58,390 บาท ขั้นต่ำ 19,860 บาท, ครู คศ.4 ขั้นสูง 69,040 บาท ขั้นต่ำ 24,400 บาท และครู คศ.5 ขั้นสูง 76,800 บาท ขั้นต่ำ 29,980 บาท

สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะ จะมีอัตราเงินวิทยฐานะ ดังนี้ วิทยฐานะชำนาญการ (ชน.) 3,500 บาท, วิทยฐานะชำนาญพิเศษ (ชนพ.) 5,600 บาท, วิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ชช.) 9,900 บาท, วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ (ชชพ.) (ซี10) 13,000 บาท (ซี11) 15,600 บาท ทั้งนี้ วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 13,000 บาท สำหรับครู คศ.4 , วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 15,600 บาท สำหรับครู คศ.5

ไม่เพียงแค่เงินเดือน เงินวิทยฐานะเท่านั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษขึ้นไป ยังจะได้รับเงินค่าตอบแทนที่อัตราเท่ากับค่าวิทยฐานะด้วย ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และยังคงมีผลมาถึงปัจจุบัน มีอัตรา ดังนี้

ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท, ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท และค่าตอบแทนสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 13,000/15,600 บาท (ยกเว้นวิทยฐานะชำนาญการ ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ)

วิทยฐานะ+ค่าตอบแทน มีดังนี้ วิทยฐานะชำนาญพิเศษ (ชนพ.) 5,600+5,600 = 12,000 บาท, วิทยฐานะเชี่ยวชาญ(ชช.) 9,900+9,900 = 19,800 บาท, วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ (ชชพ.) คศ.4 13,000+13,000 = 26,000 บาท, (คศ.5) 15,600+15,600 = 31,200 บาท

สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะในปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงาน ก.ค.ศ.มีดังนี้ เชี่ยวชาญพิเศษ (ชชพ.) ปัจจุบันไม่มี, เชี่ยวชาญ 545 คน ชำนาญพิเศษ (ชนพ.) 142,521 คน และชำนาญการ (ชน.) 147,911 คน

จากตัวเลขเงินเดือน และเงินวิทยฐานะ คงพอเห็นได้ชัดเจน ว่าสาเหตุที่ครูอ้างว่าต้องกู้ เพราะเงินเดือนน้อย ไม่พอใช้จ่ายให้ชนเดือน

จริงหรือไม่??

“พอ” หรือ “ไม่พอ” ชำระหนี้??

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้เงินเดือนครูไม่พอใช้ น่าจะมาจากการ “ขาดวินัยทางการเงิน” มากกว่า

ที่สำคัญ ยิ่งเงินเดือนมาก ยิ่งกู้ได้มาก

ขณะที่หลายหน่วยงานวิเคราะห์สาเหตุการก่อหนี้ของครู ว่าส่วนหนึ่งเกิดจาการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ค่านิยมปลูกบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถ รวมไปถึงใช้เงินในการเที่ยวฟุ้งเฟ้อเกินตัว กู้หนี้ใหม่ ไปโปะหนี้เก่า

จนเงินเดือนถูกหักหมด เหลือไม่พอใช้ กลายเป็นปัญหาวนเวียนเหมือนพายเรือในอ่าง ไม่จบไม่สิ้น….

เมื่อจ่ายหนี้ไม่ไหว ก็ไม่จ่าย หลายครั้งจึงรวมตัวกัน เรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปช่วยแก้ไข โยงใยถึงคุณภาพการศึกษา หากครูเครียดจากภาวะหนี้สิ้นล้นพ้นตัว จะไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมกระทบกับการเรียนการสอน

“นักเรียน” จึงตกเป็น “ตัวประกัน” ของครูตลอดมา ทำให้รัฐต้องเข้าไปช่วยอุ้ม!!

โดยข้อมูลตั้งแต่เปิดโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.1-7 มีครูเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 9.3 แสนคน เป็นเงินกว่า 7.6 แสนล้านบาท และข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2561 พบว่า เหลือครูที่ยังเป็นหนี้โครงการเงินกู้ ช.พ.ค.อยู่ 4.8 แสนราย เป็นเงิน 4.1 แสนล้านบาท

เมื่อเปิดโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูหลายโครงการ ก็มีครูเข้าร่วมมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะโครงการลดดอกเบี้ยให้ครูที่มีวินัยทางการเงินที่ดี มีครูได้รับประโยชน์มากกว่า 3.7 แสนราย ทำให้ลดดอกเบี้ยได้ถึงปีละ 2.5 พันล้านบาท

มีเพียง 6.5 หมื่นราย ที่ไม่ได้รับการลดดอกเบี้ย เพราะมียอดหนี้ค้างชำระ ไม่มาปรับโครงสร้าง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างอีกประมาณกว่า 20,000 ราย ที่ยังตามตัวไม่ได้

ขณะที่ข้อมูลผู้กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.1-7 จากธนาคารออมสิน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 มีดังนี้

โครงการ ช.พ.ค.1 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 10,519 บัญชี เป็นเงิน 2,030.89 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.2 – โครงการ ช.พ.ค.3 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 23,404 บัญชี เป็นเงิน 2,623.49 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.4 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 4,803 บัญชี เป็นเงิน 624.04 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.5 วงเงิน 6 แสนบาท จำนวน 45,573 บัญชี เป็นเงิน 20,113.65 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.6 วงเงิน 1.2 ล้านบาท จำนวน 175,780 บัญชี เป็นเงิน 146,943.87 ล้านบาท และโครงการ ช.พ.ค.7 วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 223,499 บัญชี เป็นเงิน 238,586.99 ล้านบาท

รวมทั้ง 7 โครงการ จำนวน 483,578 บัญชี เป็นเงิน 410,923 ล้านบาท

รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการคลัง (กค.) จึงได้จัดโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นระยะๆ ตั้งแต่โครงการลดภาระหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้

ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ทำบันทึกข้อตกลงมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูกับธนาคารออมสิน และนำเงินส่วนต่าง 0.5-1% ที่ธนาคารออมสินเคยส่งให้ สกสค.นำไปบริหารจัดการผ่านกองทุนกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการ ช.พ.ค.มาลดดอกเบี้ยให้กับครูที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี แทนที่จะนำไปชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไป และเตรียมตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายในเดือนสิงหาคมนี้

ใครเป็นหนี้ก็ต้องใช้เอง อะไรไม่เป็นธรรม ก็ควรได้รับความช่วยเหลือตามระบบ

เพราะประเทศนี้ ไม่ใช่แค่ครูเท่านั้นที่เป็นหนี้…

ข้าราชการอื่นๆ หรือกระทั่งประชาชนทั่วไป ล้วนแล้วแต่มีหนี้ ยังต้องผ่อนชำระตามปกติ น้อยครั้งที่จะมีใครออกมาเรียกร้องให้ช่วย

ขณะที่ครูเอง ให้เหตุผลเดิมๆ ในทุกๆ ครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหว ว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากสถาบันการเงิน ทั้งเก็บดอกเบี้ยแพง หรือบังคับให้ทำประกันชีวิต แต่อย่าลืมว่าทุกข้อตกลงในสัญญา ไม่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้า และไม่มีใครบังคับให้ครูต้องกู้

ส่วนสัญญาจะเอาเปรียบครูจริงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ทางภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาดูในรายละเอียดให้เกิดความเป็นธรรม

หากเป็นไปได้ ควรดู และแก้ไขในภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะครูเท่านั้น

แต่ที่แน่ๆ ขณะนี้เสียงเรียกร้องถามหา “จรรยาบรรณ” และ “ศักดิ์ศรีความเป็นครู” กระหึ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สังคมเริ่มกังวลว่า แม่พิมพ์ที่ “บิดเบี้ยว” จะสอนศิษย์ให้ดีได้อย่างไร??

แม้จะเชื่อว่า ครูส่วนใหญ่มีวินัยทางการเงินที่ดี และรู้หลักการ ว่าใครเป็นหนี้ ก็ต้องใช้ แต่ต้องยอมรับว่า “ภาพลักษณ์” ของครูทั้งประเทศ เสื่อมเสียไปแล้วเพราะคนกลุ่มหนึ่ง

เป็นหน้าที่ของ ศธ.และครูเองที่ต้องหาวิธีแก้เกม เรียกศักดิ์ศรีคืนกลับมาให้ได้..

เป็นหนี้..ไม่ผิด แต่ไม่ใช้หนี้..ผิดกฎหมาย ถูกฟ้องล้มละลาย คงโทษใครไม่ได้..

ทั้งในฐานะครู ถ้ายังไม่รู้อะไร “ควร” หรือ “ไม่ควร” แล้วจะเอาอะไรไปสั่งไปสอนอนาคตของชาติ??

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1056728