วันอาทิตย์ 16 ธันวาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > บทความ > โมเดล Holistic Education อีกหนึ่งทางรอดอนาคตการศึกษาไทย 4.0

โมเดล Holistic Education อีกหนึ่งทางรอดอนาคตการศึกษาไทย 4.0

หมวดหมู่ : บทความ 19 กรกฎาคม 2561 เปิดอ่าน 797 ครั้ง

วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิรูประบบการศึกษาไทยยังถูกถกเถียงกันต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามปรับนโยบายให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงทิศทางสู่สังคมยุค 4.0 ยิ่งขึ้น

แต่ผลพวงที่เกิดขึ้นคือนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่อัดเข้าสู่โรงเรียน อาทิ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ สะเต็มศึกษา โรงเรียนประชารัฐ หรือโรงเรียนคุณธรรมฯ ฯลฯ ทำให้ผู้บริหาร ครูและนักเรียน ต้องรับภาระงานนอกเหนือการเรียนการสอนกว่าปีละ 60 โครงการ

ขณะที่ตัวชี้วัดหลักอย่างการสอบ ONET ก็ยังมีจุดอ่อน เพราะเป็นการวัดผลเป็นรายวิชา ไม่ได้ผสานองค์ความรู้รวมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งหมดนี้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถปรับสู่กระบวนการเรียนรู้แห่งยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จากการที่สถาบันคีนันแห่งเอเชียทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาโครงการต่างๆ ด้านการศึกษาในประเทศไทยมากว่า 20 ปี ทำให้วันนี้เราพบว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาเกิดจาก 3 องค์ประกอบหลัก ที่ยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ 1.หลักสูตร 2.การสอน และ 3.การสอบ

ซึ่งควรวิ่งเรียงกันตามลำดับ คือออกแบบหลักสูตรโดยโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนสอนอย่างไรก็ควรสอบอย่างนั้น และเมื่อสอบเสร็จได้ผลลัพธ์อย่างไร ก็จะสะท้อนกลับไปที่หลักสูตรนั้นว่าทำให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งหลักการเรียนการสอนโดยปกติควรเป็นแบบนี้

แต่ความเป็นจริงที่พบ คือชีวิตของครูทุกวันนี้ นอกจากถูกกดดันจากหลักสูตรและข้อสอบที่ผู้กำหนดนโยบายนำมาชี้วัด และยังมีภารกิจอื่นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถสอนนักเรียนให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้

ด้วยเหตุนี้เอง สถาบันจึงพยายามนำหลากหลายโมเดลมาทดลองใช้เพื่อช่วยแก้ไขจุดอ่อนที่เกิดขึ้น และก็พบว่าโมเดลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ยุค 4.0 นั่นคือ “โมเดลการศึกษาแบบองค์รวม หรือ Holistic Education” ที่เป็นการประยุกต์นำแนวคิดจากหลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศสิงคโปร์มาผสานกับวิธีการเรียนการสอนจากประเทศฟินแลนด์ ด้าน Project Base Learning หรือ Issue Base Learning

ซึ่งเด็กจะใช้เวลาเรียนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมง เน้นให้ทำโครงงานภายใต้โจทย์ที่ครูวางไว้ตามตัวชี้วัด โดยการเรียนรู้ของเด็กก็จะเกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้เสนอสิ่งที่ตัวเองคิด ลดบทบาทของครูให้น้อยลง แต่เน้นให้เด็กลงมือทำจริง เรียนรู้เชื่อมโยงทุกวิชาเข้าภายในโครงงานเดียว และสามารถต่อยอดนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย

หลักการของโมเดลนี้ คือการนำการสอนของครูและโครงงานของนักเรียนมารวมกันให้มากที่สุด โดยครูจะทำหน้าที่วิเคราะห์ว่าแต่ละโครงงานตรงกับการเรียนรู้ใด ฉะนั้นในหนึ่งโครงงานที่ครูคิดมาให้เด็กลงมือทำ ต้องคิดมาอย่างดีแล้วว่ามันเกิดจากตัวชี้วัดอะไร ซึ่งตอนนี้ยังเน้นแค่วิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ เพราะถ้าครูวิทย์ และครูคณิตสามารถทำงานร่วมกัน โดยนำตัวชี้วัด เช่น การบวกลบจำนวนไม่เกินเต็มสิบ การแยกพืช และสัตว์มาผสมกัน แล้วตั้งโจทย์ว่าจะทำโครงงานอะไรได้บ้าง เด็กก็จะทำโครงงานที่ไม่หลุดไปจากสิ่งที่ครูต้องสอนตามตัวชี้วัด โดยมันยังคงเป็นโครงงานอยู่

ปัจจุบันโมเดล Holistic Education เป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่สถาบันใช้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโบอิ้งยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงปีสำคัญที่ต้องใช้หลักสูตรใหม่ด้านการศึกษา ทั้งนี้ ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 200 โรงเรียน

โดยกระบวนการสำคัญสุดภายใต้โมเดล Holistic Education คือวิธีออกแบบโครงงานที่ต้องเชื่อมโยงกับ “ตัวชี้วัด” ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับปรับปรุง 2560 เพื่อให้การสอนแบบโครงงานกับการบรรยายผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ ONET

การนำวิธีการเรียนการสอนแบบ Project Base Learning เข้ามาประยุกต์ใช้ภายใต้โมเดล Holistic Education จะทำให้ความยากลำบากในการสอนของครูลดน้อยลง เปรียบเหมือนลูกเต๋าที่สามารถมองได้หลายมุม สามารถพลิกได้ ถ้าผู้อำนวยการฯ และครูเข้าใจ จะช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็นลงได้มาก ถือว่าสอดรับตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ไม่ใช่การลดวิชาเรียนจนปล่อยให้นักเรียนนั่งว่างๆ อย่างที่เป็นอยู่ในหลายโรงเรียนของไทยในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การจะปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้สำเร็จได้นั้น ไม่ได้อยู่ที่กระบวนการ หรือโมเดลที่การเรียนการสอนที่จะนำมาปรับใช้เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไรให้เกิดการขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งระบบทุกองคาพยพ ตั้งแต่การวางนโยบาย ปรับระบบการสอน รวมถึงปรับพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูและนักเรียน

ซึ่งหากทำได้จริง น่าจะช่วยให้การปฏิรูประบบการศึกษาไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้เร็วขึ้น

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/education/news_1050127