วันอาทิตย์ 16 ธันวาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอบรั้วเสมา > ผลประชุมองค์กรหลัก ครั้งที่ 14/2561 เมื่อวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561

ผลประชุมองค์กรหลัก ครั้งที่ 14/2561 เมื่อวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561

หมวดหมู่ : รอบรั้วเสมา 19 กรกฎาคม 2561 เปิดอ่าน 737 ครั้ง

     นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ 14/2561 เมื่อวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับเข้าร่วมประชุม

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบประเด็นหารือในการประชุมคณะรัฐมนตรี ดังนี้

● กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561

คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 5,900 ล้านบาท ตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเสนอ เพื่อใช้สำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะให้ทบทวนภารกิจของเจ้าของหน่วยงาน และควรใช้คำว่า “การเติมส่วนที่ขาด” ซึ่งมีความสอดคล้องกับขอบเขตภารกิจหน้าที่ของกองทุนฯ

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการกองทุนฯ โดย รมว.ศธ.ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างจริงจังและคำนึงถึงภาพรวมประเทศ พร้อมทำหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการในการเสนอข้อมูลและชี้แจงต่อที่ประชุมถึงงานและภารกิจที่อาจเกิดความซ้ำซ้อนกัน หากจำเป็นต้องส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม ขอให้เลือกส่งผู้ที่มีความเข้าใจงานและมีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมประชุมแทน

● รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายสาเหตุของโรคไข้เลือดออก

จากการรายงานสถิติจำนวนประชาชนที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในระยะนี้มีสถิติจำนวนผู้ใหญ่ป่วยเพิ่มมากขึ้น และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ ดังนั้น จึงได้สั่งการให้สถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกแห่ง ประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในที่ต่าง ๆ ที่จะเป็นการป้องกันการเกิดพาหะนำโรคไข้เลือดออกทั้งในสถานศึกษา บ้านเรือน และชุมชน

● รณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานสภาวการณ์การใช้ถุงพลาสติกทั่วโลก ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ในส่วนของประเทศไทยก็มีปริมาณการใช้ถุงพลาสติกมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาทต่อปี จึงขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติกแก่ประชาชนและสังคมโดยรวม โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการจะให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาเกี่ยวกับการใช้ถุงพลาสติก อาทิ การย่อยถุงพลาสติก 1 ใบต้องใช้เวลาถึง 450 ล้านปี, การนำกลับมาใช้ใหม่, สารตกค้างต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น, การใช้ถุงผ้า, การแยกขยะ เป็นต้น เพื่อให้เด็กได้มีความรู้ความเข้าใจและนำไปบอกต่อกับพ่อแม่ผู้ปกครองและคนในครอบครัว ที่จะส่งผลต่อการลดใช้ถุงพลาสติกต่อไป

● การถอดบทเรียนเหตุภัยพิบัติเด็กติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

จากเหตุการณ์ที่เยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย จำนวน 13 คน ประสบภัยพิบัติติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนจากภัยพิบัติในครั้งนี้แล้ว

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะรอผลสรุปภาพใหญ่ก่อน จากนั้นจึงจะเตรียมการในระดับกระทรวงต่อไป โดยมีหลายหน่วยงานเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือและแนะนำ อาทิ ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นด้วยกับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเด็กในฐานะเป็นผู้ประสบภัยพิบัติ แต่ทุกอย่างควรเป็นไปอย่างพอเหมาะพอสม โดยได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ เตรียมการและวางแผนเป็นอย่างดีก่อนที่จะดำเนินการในทุกเรื่อง สิ่งสำคัญคือไม่ควรเกาะกระแสจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ควรให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ และตรงกับความเชี่ยวชาญภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ การจัดตารางเรียนเสริมแทนช่วงเวลาที่หยุดเรียน การให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวหรืออุทยานต่าง ๆ การเอาตัวรอดจากสภาวการณ์หรือภัยพิบัติ การดูแลฟื้นฟูสุขภาพ เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ ได้ย้ำถึงการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาต่อสาธารณชนด้วยว่า ขอให้สื่อสารด้วยความรอบคอบ มีข้อมูลสนับสนุนที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และสื่อสารในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและชัดเจน

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานในการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งหมายให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานติดตามและกำกับงาน แทนการเป็นหน่วยปฏิบัติอย่างเช่นที่ผ่านมา โดยจะต้องแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ทันภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้นจึงจะสามารถโอนแผนงาน โครงการ และงบประมาณต่าง ๆ มาให้กระทรวงศึกษาธิการได้

ปัจจุบัน ศอ.บต. ดำเนินงานหลักในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณางบประมาณโครงการในปีงบประมาณพ.ศ.2561 ที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลัก ก็ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และในวันนี้ (18 ก.ค.61) ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับงบประมาณโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ที่มีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกับโครงการของหน่วยงานหลัก ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นต้น

ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การจัดการศึกษาโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยนักเรียนโครงการรุ่นที่ 1 กำลังจะจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และส่วนใหญ่ได้รับทุนศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ทั้งยังมีผลงานด้านกีฬาโดดเด่นทั้งในระดับภูมิภาคและประเทศ อาทิ รางวัลเหรียญทองวิ่ง 5,000 เมตร และ 10,000 เมตร จากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นนักกรีฑาทีมชาติไทยเรียบร้อยแล้ว, ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติไทย และรางวัลการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคอีกมากมาย ทั้งยังสามารถขยายโครงการสานฝันฯ ไปสู่ “โครงการห้องเรียนกีฬา” ในทุกภูมิภาคอีก 8 โรงเรียนใน 9 จังหวัดด้วย

ในส่วนของการดำเนินงานด้านการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เสนอของบประมาณโครงการเร่งด่วนปีงบประมาณ พ.ศ.2560 เพื่อพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี จำนวน 390 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนและมีสถานศึกษาในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานตามโครงการดังกล่าว จึงขอให้องค์กรหลักที่เกี่ยวข้องประสานงานเชื่อมต่อข้อมูลและบูรณาการการทำงานกับ สกพอ.อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโครงการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และเป้าหมายในการผลิต เพราะขณะนี้มีข้อมูลความต้องการกำลังคนอาชีวศึกษา (Demand Side) ในพื้นที่สมบูรณ์และชัดเจนอยู่แล้ว จากการดำเนินงานที่เข้มแข็งของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า หากทุกหน่วยงานมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันจริง ๆ มีการสื่อสารระหว่างกันอย่างชัดเจน ก็จะไม่ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการและงบประมาณต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ การดำเนินงานของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นต้น

ในขณะที่ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หลักการทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นเรื่องที่ดี ย้ำให้ทุกหน่วยงานจัดระบบการเสนอของบประมาณโครงการต่าง ๆ และระบบสื่อสารกับหน่วยงานหลักในการผลิตกำลังคน ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน พร้อมฝากให้องค์กรหลักตรวจสอบข้อมูลแผนงานโครงการกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการการพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี รองรับพื้นที่ EEC ด้วย

นอกจากนี้ นพ.อุดม ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบการดำเนินโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School)” ว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ค.61 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดจุฬามณีฯ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกในโครงการ จากทั้งหมด 50 โรงเรียนใน 30 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งจะมีบริษัทชั้นนำเข้ามาสนับสนุน 12 แห่ง

ทั้งนี้ ตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจและชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง และประชาชน เกี่ยวกับความเป็นอิสระในการดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ 1) อิสระในการออกแบบหลักสูตร ในสัดส่วนร้อยละ 30% เพื่อสร้างหลักสูตรเตรียมอนาคต เตรียมอาชีพ เชื่อมโยงกับชุมชนต่าง ๆ 2) อิสระในการที่ออกแบบการเรียนการสอนจากการปฏิบัติจริงและของจริง เพราะไม่ต้องการให้การเรียนอยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว 3) อิสระในการบริหารจัดการ โดยขึ้นตรงกับเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และยังเป็นโรงเรียนของ สพฐ. ตลอดจนครูและผู้บริหารก็ยังทำงานร่วมเช่นเดิม รวมทั้งได้ปลดล็อคเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่คล่องตัวในหลายเรื่อง และเชื่อว่าทุกคนเข้าใจและพร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยได้ฝากให้ทุกฝ่ายช่วยดูแลและหากมีปัญหาสามารถแจ้งมาที่ส่วนกลางได้ทันที



ที่มา http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=52048&Key=news_act

เปิดอ่าน 737 ครั้ง